ในน้ำที่ใสสะอาด เราไม่เคยรู้เลยว่า พวกเขากำลังกรองน้ำและทำความสะอาดน้ำทุกวันอย่างเงียบๆ ใต้น้ำ ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแล มันก็จะค่อยๆ หายไป
เรากำลังพูดถึงหอยต่างๆ เช่น พวกหอยกาบ หอยแมลงภู่ หอยกะพงทั้งหลายที่เปลือกไม่เรียบ หอยเหล่านี้จะทำให้น้ำสะอาดเพราะตัวมันมีการดูดน้ำที่มีเศษจากสาหร่าย แบคทีเรียต่างๆ เข้าไปในตัวของมัน แล้วปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น
เพียงหอยพวกนี้เพียงตัวเดียวก็สามารถกรองน้ำได้ประมาณ 1 แกลลอนต่อชั่วโมง ดังนั้นถ้ามีหอยเหล่านี้เป็นจำนวนมากๆ ก็จะสามารถเปรียบได้กับโรงงานบำบัดน้ำเสียเลยทีเดียว
Ethan Nedeau ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหอยบำบัดน้ำของ New England กล่าวว่า เพียงครึ่งหนึ่งของหอยพวกนี้ที่อยู่ในบริเวณ 1 ไมล์ครึ่งของแม่น้ำ Ashuelot ใน New Hampshire ก็จะช่วยกรองน้ำมากกว่า 11.2 ล้านแกลลอนต่อวัน(เท่ากับคนจำนวน 112,000 คนใช้น้ำในบ้าน)
หอยพวกนี้สืบพันธุ์โดยตัวเมียจะใช้ลูกของมันล่อปลาเพื่อให้ปลานำลูกของมันไปตามกระแสน้ำ โดยที่หอยเหล่านี้จะห่อหุ้มลูกอ่อนของมันไว้ด้วยวุ้นที่มีลักษณะคล้ายหลอด ซึ่งสามารถต่อขยายออกไปกลายเป็นขา 8 ขาในน้ำ ตัวอ่อนเหล่านี้จะแทรกอยู่ตามที่ต่างๆ ในแม่น้ำคล้ายปลามีนโน ซึ่งเป็นปลาเล็กๆ ในลำธาร เมื่อปลากัดท่อซึ่งห่อหุ้มตัวอ่อนแตก ตัวอ่อนเหล่านี้จะลอยไปตามกระแสน้ำ ตัวอ่อนบางส่วนจะติดไปกับเหงือกของปลา เดินทางไปเรื่อยๆ ในระหว่างเดินทาง มันจะกินสารอาหารต่างๆ ในน้ำและเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ลูกหอยเหล่านี้ก็จะจมลงสู่ก้นแม่น้ำ สู่สถานที่ใหม่ซึ่งมีงานที่สำคัญยิ่งคือการทำความสะอาดน้ำให้ทำต่อไป
แต่ในขณะนี้ เรากำลังสูญเสียหอยเหล่านี้ไป โดยร้อยละ 69 ของหอยเหล่านี้อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ หรือได้สูญพันธุ์ไปแล้ว บริเวณที่มีพันธุ์ของหอยชนิดนี้ที่หลากหลายที่สุดอยู่ในแม่น้ำเทนเนสซี ทางตอนเหนือของรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา ในช่วงก่อนการสร้างเขื่อนในปี 1900 ขณะนี้พันธุ์ต่างๆ เริ่มสูญพันธุ์ไปโดยไม่มีการสำรวจเกือบศตวรรษ ดังนั้นเราจึงควรร่วมมือกันอนุรักษ์หอยเหล่านี้ไว้ เพื่อให้ผู้พิทักษ์ความสะอาดเหล่านี้ไม่สูญพันธุ์ไป
ที่มา National Geographic



เราเริ่มรู้จักสารกัมมันตภาพรังสี เมื่อ เฮนรี เบ็กเคอเรล (Henry Becquerel) นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส พบว่าสารประกอบของยูเรเนียมชนิดหนึ่งคือ สารโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต สามารถปล่อยรังสีชนิดหนึ่งออกมาได้ตลอดเวลา เขายังพบอีกว่าสารประกอบของธาตุยูเรเนียมทุกชนิดก็ปล่อยรังสีดังกล่าวเช่นกัน รังสีนี้เรียกว่า รังสียูเรนิก
ไอโซโทป (isotopes) คือ การที่ธาตุชนิดเดียวกันที่นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน โดยที่ธาตุหนึ่งๆ อาจมีหลายไอโซโทป เช่นธาตุไฮโดรเจน มี 3 ไอโซโทป ได้แก่ โปรเทียม ดิวเทอเรียม และทริเทียม ในธรรมชาติ ธาตุส่วนใหญ่มีไอโซโทป ไอโซโทปที่ไม่แผ่รังสี เรียกว่า ไอโซโทปเสถียร ส่วนไอโซโทปที่แผ่รังสีได้ เรียกว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี
อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ การบำบัดรักษาคือการทานยา แต่วันนี้ มีวิธีการใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยการนำหลอดสวนใส่ไว้รอบหัวใจ แล้วปล่อยพลังงานความถี่วิทยุออกมา วิธีการนี้จะทำให้เนื้อเยื่อร้อนขึ้น และทำลายกล้ามเนื้อบางส่วนบริเวณที่มีหลอดสวน
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่องแคบโบราณบนดาวอังคารหรือทางที่เคยมีแม่น้ำไหลผ่านนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกกัดเซาะโดยน้ำ แต่ถูกสร้างขึ้นโดยลาวาที่หลอมเหลวต่างหาก
โดยปกติแล้ว วัตถุในอวกาศที่มาจากสสารก้อนเดียวกัน อยู่ใกล้เคียงกัน มีขนาดไล่เลี่ยกัน ก็น่าจะมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกัน เช่นดวงจันทร์แกนีมีดและดวงจันทร์คัลลิสโตของดาวพฤหัสบดี ที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน องค์ประกอบก็คล้ายกัน แต่ข้อมูลการสำรวจจากยานกาลิเลโอและยานวอยเอเจอร์แสดงว่า ดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งที่ระดับพื้นผิวและลึกลงไปใต้ดิน เรื่องนี้ได้กวนใจนักดาราศาสตร์มาตั้งแต่ยานสองลำนั้นได้ไปสำรวจระยะใกล้เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว เอมี ซี. บารร์ และรอบิน เอ็ม. แคนอัป จากคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ (SwRI Planetary Science Directorate) ได้สร้างแบบจำลองของการหลอมละลายจากการพุ่งชนของดาวหางและการกำเนิดของแกนหิน เพื่อแสดงว่าเส้นทางวิวัฒนาการของแกนีมีดกับคัลลิสโตเริ่มแยกออกจากกันเมื่อ 3.8 พันล้านปีก่อน หรืออยู่ในช่วงที่เรียกว่า ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการพุ่งชนดวงจันทร์จนเป็นเหตุให้ดวงจันทร์มีหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก “การพุ่งชนในยุคนี้ทำให้แกนีมีดหลอมละลายไปทั่วทั้งดวง และความร้อนก็ไม่อาจคายออกไปได้ง่ายนัก” บารร์ กล่าว “หินบนแกนีมีดทั้งหมดจมลงไปสู่แกนกลาง เหมือนกับช็อกโกแลตชิปจมลงสู่ก้นถังไอศกรีมที่ละลายแล้ว ส่วนคัลลิสโตถูกชนน้อยกว่าและถูกชนด้วยความเร็วสัมพัทธ์ต่ำกว่า จึงไม่ได้รับผลรุนแรงถึงขั้นหลอมละลายทั้งดวงแบบแกนีมีด” การวิจัยครั้งนี้นอกจากจะช่วยอธิบายสาเหตุของความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างแกนีมีดกับคัลลิสโตแล้ว ยังเชื่อมโยงวิวัฒนาการของดวงจันทร์ดาวพฤหัสบดีเข้ากับการย้ายวงโคจรของดาวเคราะห์นอก และประวัติศาสตร์ของดวงจันทร์ของเราเองด้วย
คนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ คงจะรู้สึกดีที่ไม่นานนี้มีรายงานถึง 3 ชิ้น ที่เปิดเผยถึงประโยชน์ของกาแฟ ชิ้นแรกเป็นรายงานที่วิเคราะห์จากข้อมูลสมาชิกโครงการสุขภาพของบริษัท Kaiser Permanente จำนวน 130,054 คน พบว่าในจำนวนนี้มีประมาณ 2% ที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปัญหา เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ รายงานพบว่าสมาชิกที่ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน มีโอกาสเข้าโรงพยาบาล จากปัญหาการเต้นของหัวใจน้อยกว่าสมาชิกทั่วไปราว 18% อย่างไรก็ตาม Dr.Arthur Klatsky หัวหน้าคณะผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ บอกว่ายังไม่พร้อมยืนยันชัดเจนว่า คนทั่วไปควรดื่มกาแฟ เพื่อป้องกันโรคเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ เพราะอาจเป็นไปได้ที่ผู้ดื่มกาแฟ อาจทานอาหารมีประโยชน์กว่า หรือออกกำลังกายมากกว่า แต่ที่แน่ๆ คือ ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเลิกดื่มเพราะกลัวว่าหัวใจจะเต้นเร็ว หรือทำงานหนักเกินไป
สำหรับรายงานชิ้นที่ 3 ที่ระบุถึงข้อดีของกาแฟก็คือ รายงานการศึกษาเรื่องสุขภาพของสตรี ที่อธิบายว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟแบบมีสารคาเฟอีนมากกว่าวันละ 4 แก้ว มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 หรือแบบที่เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดี่มกาแฟ ซึ่ง Dr.Atsushi Goto แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียวิทยาเขต ลอสแองเจิลลิส ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ชี้ว่า เป็นเพราะสารคาเฟอีนในกาแฟ ไปส่งผลต่อโปรตีนที่ควบคุมฮอร์โมนทางเพศ แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ขณะเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าในสภาพอากาศแปรปรวน ผู้โดยสารภาพในเครื่องบินที่อยู่ใกล้ฟ้าผ่า อาจได้รับรังสีอันตรายในรูปของรังสีแกมมา
ความคิดเห็นล่าสุด