Archive for March, 2010

ฮับเบิลเผยโฉมพลูโต

0

ล่าสุดนาซาได้เผยภาพถ่ายดาวพลูโตที่มีรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยมีการถ่ายมา ภาพชุดนี้ได้แสดงถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดาวพลูโตมีสีแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซีกเหนือของดาวก็สว่างกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าน่าจะมาจากการที่น้ำแข็งบนพื้นผิวด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ละลายไปแล้วไปจับตัวแข็งกันอีกที่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของดาวพลูโตที่มีคาบยาวนานถึง 248 ปีของโลก
เมื่อเปรียบเทียบภาพที่ได้จากกล้องฮับเบิลที่ถ่ายในปี 2537 กับภาพที่ถ่ายในปี 2545-2546 นักดาราศาสตร์พบว่าพื้นผิวบริเวณขั้วเหนือของดาวพลูโตสว่างขึ้น ส่วนซีกใต้ของดาวกลับดูคล้ำลง

ภาพจากฮับเบิลยืนยันว่าดาวพลูโตเป็นดินแดนแห่งความแปรเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงแค่ก้อนหินปนน้ำแข็งธรรมดา บรรยากาศที่นี่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ฤดูกาลบนดาวพลูโตก็ต่างจากของโลกที่ขับเคลื่อนโดยความเอียงของแกนโลกเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับดาวพลูโต ความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเป็นผลจากความรีของวงโคจรในระดับที่มากพอ ๆ กับความเอียงของแกนหมุน ความรีมากของวงโคจรยังทำให้ฤดูกาลของพลูโตไม่สมมาตรอย่างโลก ช่วงเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิไปเป็นฤดูร้อนของซีกเหนือเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะดาวพลูโตในช่วงนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าช่วงอื่นเนื่องจากอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่ามาก

การสำรวจจากภาคพื้นดินในช่วงปี 2531-2545 แสดงว่ามวลของบรรยากาศในขณะนั้นมีมากกว่าปัจจุบันถึงสองเท่า สาเหตุอาจเกิดจากการที่ไนโตรเจนแข็งได้รับความร้อนแล้วหลอมละลาย ภาพใหม่ที่ได้จากฮับเบิลช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงลมฟ้าอากาศของพลูโตขึ้นเป็นอย่างมาก

แม้ภาพจากฮับเบิลหยาบเกินกว่าจะมองออกถึงสภาพทางธรณีวิทยาบนดาวพลูโต แต่ในแง่ของสีและความสว่าง ฮับเบิลได้แสดงถึงดินแดนแห่งสีสันที่มีตั้งแต่สีขาว ส้มคล้ำ และพื้นที่สีดำสนิท สีโดยรวมของดาวพลูโตคาดว่าเป็นผลจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ทำให้โมเลกุลมีเทนบนพื้นผิวแตกออก ทิ้งไว้เพียงส่วนตกค้างจำพวกคาร์บอนสีแดงและดำ

ภาพดาวพลูโตชุดนี้ของฮับเบิลจะเป็นภาพที่คมที่สุดไปอีกหลายปี จนกระทั่งยานนิวเฮอไรซอนส์ของนาซาไปถึงดาวพลูโตในปี 2558

ที่มา   สมาคมดาราศาสตร์ไทย

พลังงานทางเลือกจากชีวภาพในอวกาศ

0

หากในอวกาศมีอีกวิธีหนึ่งในการผลิตพืชพลังงานทางเลือกบนโลก นั่นคือสิ่งที่นักวิจัยกำลังหวังเพื่อค้นหาในการทดลองใหม่บน สถานีอวกาศนานาชาติ

Fruits of J. curcasการทดสอบ National Lab Pathfinder-cell 3 เผยว่า สภาพไร้น้ำหนัก สามารถช่วยให้เซลล์พืชของ jatropha curcas เติบโตได้อย่างรวดเร็วเพื่อใช้ในการผลิต biofuel หรือเชื้อเพลิงทดแทนที่มาจากชีวภาพ Jatropha เป็นที่รู้จักในการผลิตน้ำมันคุณภาพสูงที่สามารถแปลงเป็นพลังงานทางเลือกเชื้อเพลิง หรือ biofuel

โดยศึกษาผลของเซลล์ของ jatropha ในสภาพที่ไร้น้ำหนัก นักวิจัยหวังว่าจะเร่งรัดการเพาะปลูกของโรงงานสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยการปรับปรุงและพัฒนา ลักษณะเช่นโครงสร้างของเซลล์ การเจริญเติบโต นี่คือการศึกษาแรกเพื่อประเมินผลของสภาพไร้น้ำหนักในเซลล์พืชงานทางเลือกนี้

“ขณะที่ค้นหาแหล่งพลังงานอื่นกลาย เป็นความสำคัญสูงสุด ผลลัพธ์จากการศึกษานี้สามารถเพิ่มค่าเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้”  Wagner Vendrame ผู้สำรวจหลักสำหรับการทดสอบที่บ้านพักในมหาวิทยาลัยของฟลอริด กล่าว  ”เป้าหมายของเราคือการตรวจสอบว่า ถ้าสภาพไร้น้ำหนัก จะเปลี่ยนแปลงเซลล์ที่อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตที่สำคัญของพืชได้ เราก็จะพัฒนากลับมาใช้บนโลก “

Seeds of J. curcasเซลล์ jatropha ถูกส่งไปกับกระสวยอวกาศ Endeavour STS-130 ซึ่งมีภารกิจในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อส่งไปยังสถานีอวกาศซึ่งเซลล์จะถูกบรรจุอยู่ในขวดแก้วพิเศษที่ภายในบรรจุสารอาหารและ วิตามิน เซลล์จะอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักไปจนกระทั่งนำกลับโลกด้วยกระสวยอวกาศ STS-131 ในเดือนเมษายนนี้

โดย Lori Meggs, AI Signal Research, Inc

ศูนย์การบิน nasa’s Marshall Space

ที่มา http://www.nasa.gov/mission_pages/station/science/jatropha.html

แผ่นดินไหว เพราะแกนโลกขยับมุมอยู่ตลอด

0

สำหรับแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ชิลีเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ได้สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจำนวนมาก ทั้งยังเกิดสึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อย และภัยพิบัติครั้งนี้จัดเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงเป็นอันดับ 7 ของโลกนับแต่มีการบันทึกมา ด้วยความรุนแรง 8.8 ริกเตอร์

แผ่นดินไหวดังกล่าว ทำให้เวลาของโลกสั้นลง 1.26 ไมโครวินาที โดย 1 ไมโครวินาทีนั้นเท่ากับเวลา 1 ในล้านส่วนของวินาที ตามผลที่ได้จากการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของนักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ทั้งนี้เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลง “แกนรูปทรงของโลก” ที่เคลื่อนไปจากเดิม 8 เซนติเมตร

คำว่า แกนโลกนั้น นอกจากหมายถึง แกนหมุนตรงใจกลางที่เอียงอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ซึ่งรู้จักกันดีแล้ว โลกยังมีอีกแกนที่อยู่รอบๆ บริเวณที่มวลของโลกสมดุล เรียกว่า “แกนรูปทรงของโลก” (Earth’s figure axis)

“แกนหมุน” วางแนวเหนือ-ใต้หมุนรอบวันด้วยความเร็ว 1,604 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ “แกนรูปทรงของโลก” ซึ่งเป็นแกนที่วางตัวบริเวณที่มวลของโลกสมดุล

จากการศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์พบว่า แผ่นดินไหวทำให้สมดุลของแกนรูปทรงนี้เปลี่ยนไป และทำให้การหมุนของโลกเปลี่ยนแปลง คือเวลาหมุนรอบตัวเองสั้นลง ส่วนแกนโลกเหนือ-ใต้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงความเอียงอยู่ระหว่าง 22.4-26.2 องศา ในช่วงเวลา 41,000 ปี

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะแกนโลกมีการขยับตลอดเวลา ซึ่งทำให้เปลือกโลกต้องเปลี่ยนแปลงตามเพื่อปรับสมดุล คล้ายไข่ที่เหลือเพียงเปลือกนิ่มๆ เมื่อของเหลวภายในเคลื่อนที่เปลือกด้านนอกก็จะเปลี่ยนรูปตาม ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลเก่าที่เรามีนั้นระบุว่าแกนโลกเอียง 23.5 องศา แต่ปัจจุบันเราทราบว่า แกนโลกมีการเปลี่ยนแปลงมุมอยู่ระหว่าง 22.4-26.2 องศา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใน 1 รอบใช้เวลาประมาณ 41,000 ปี และนักธรณีวิทยาทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของแกนโลกจะมีแนวโน้มเข้าสู่มุมเอียงน้อยลง (นั่นหมายความว่าโลกกำลังจะขยับตั้งขึ้นเรื่อยๆ)

ผลจากมุมเอียงที่น้อยลงทำให้บริเวณเขตร้อนทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ตามแนวเส้นศูนย์สูตรลดลง พื้นที่เขตหนาวและเขตอบอุ่นจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแกนโลกที่เอียงทำมุมน้อยลงจะส่งให้โลกเย็นขึ้น หากแต่ รศ.ดร.ธนวัฒน์อธิบายว่าที่เรารู้สึกร้อนนั้นเป็นผลจากการกระทำของเราเอง ทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการสร้างก๊าซเรือนกระจก

ที่มา  www.manager.co.th/Science

Go to Top