วิทยาศาสตร์การแพทย์
ยีสต์ ทางเลือกใหม่ของการรักษามาลาเรีย
0ยีสต์ เมื่อดูผ่านกล้องจุลทรรศน์
Christopher Paddon และคณะนักวิจัยจากบริษัท Amyris Inc. Emeryville รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบวิธีใหม่ในการผลิตยา artemisinin ซึ่งเป็นตัวยาหลัก ที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียได้รวดเร็วและได้ปริมาณมากยิ่งขึ้น โดยการใช้ยีสต์ที่เราใช้ในการอบขนมปังนี้เอง ซึ่งยีสต์เหล่านี้ได้ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้ยีสต์สามารถผลิตยาตัวนี้ได้แล้ว (more…)
การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน
0นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ความไวต่อการรู้สึกสัมผัสนั้นสามารถสืบทอดจากบรรพบุรุษได้ และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไ้ด้ยินอีกด้วย (more…)
ดนตรีช่วยเพิ่มทักษะการฟัง
1
การเล่นดนตรีช่วยพัฒนาทักษะการฟังให้ดียิ่งขึ้นได้
การวิจัยพบว่า นักดนตรีทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น มีแนวโน้มที่จะมีทักษะการฟังที่ดียิ่งขึ้น (more…)
ซอฟต์แวร์สแกนระบบหลอดเลือดความละเอียดสูง
1
จากรูปนี้คุณจะเห็นเซลล์ขนาดจิ๋วมากมายนับพันล้านเซลล์ และอนุภาคเล็กๆ ต่างๆมากมายซึ่งเป็นรูปที่ได้จากซอฟต์แวร์สแกนระบบหลอดเลือดความละเอียดสูงนี้
ขณะนี้ Simone Melchionna สหพันธ์สถาบันเทคโนโลยีแห่งโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ และทีมวิจัยได้สร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ซึ่งใช้งานกับเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์หลายเครื่อง (more…)
ไส้ติ่งนี้มีคุณอนันต์
3
เราเคยคิดว่า อวัยวะทุกส่วนของร่างกายล้วนมีประโยชน์ ยกเว้นไส้ติ่ง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใครหลายๆ คนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ แต่ไส้ติ่งนั้น มีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และควรอย่างยิ่งที่จะเก็บรักษาไว้อย่างดีในร่างกายของเรา
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์อเมริกันจากมหาวิทยาลัย Duke ค้นพบความสำคัญของอวัยวะที่บรรดาแพทย์เชื่อว่าไร้ประโยชน์ส่วนนี้แล้ว นั่นก็คือ (more…)
โรคโลหิตจาง SCA ทำให้ระดับ IQ ลดลง
1
โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle-cell anemia) หรือ SCA ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้น นอกจากจะมี อาการปวดอย่างรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แล้ว จากผลการวิจัยทางการแพทย์ครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า โรคเม็ดเลือดแดงชนิดนี้อาจทำให้ความสามารถในการคิดลดลงในวัยรุ่นและวัยกลางคนอีกด้วย ซึ่งประมาณ 70,000 คนในสหรัฐฯเป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว
โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวจะทำให้ โปรตีนฮีโมโกลบิน (hemoglobin protein) ที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงผิดรูปไป ซึ่งการผิดรูปนี้จะทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งและเว้า ทำให้เม็ดเลือดแดงดูเหมือนเคียว ซึ่งเป็นรูปตัว C ซึ่งรูปร่างแบบนี้จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด โรคนี้จะเกิดกับคนคนเชื้อสายแอฟริกามากที่สุด (more…)
แพทย์พบวิธีการใหม่ ใช้รักษาผู้ที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
1
อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ การบำบัดรักษาคือการทานยา แต่วันนี้ มีวิธีการใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยการนำหลอดสวนใส่ไว้รอบหัวใจ แล้วปล่อยพลังงานความถี่วิทยุออกมา วิธีการนี้จะทำให้เนื้อเยื่อร้อนขึ้น และทำลายกล้ามเนื้อบางส่วนบริเวณที่มีหลอดสวน
วิธีการนี้ เรียกว่า การขจัดด้วยหลอดสวน โดยหลอดสวนจะเผากล้ามเนื้อหัวใจออกไปเล็กน้อย และใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่ผิดปกติ รอบเส้นโลหิตดำปอด
คุณหมอเดวิด วิลเบอร์ กล่าวไว้ตอนนี้ว่า “จุดมุ่งหมายก็คือ ทำลายกล้ามเนื้อรอบๆ เส้นโลหิตดำปอด เพื่อป้องกันการส่งกระแสไฟฟ้า ไปกระตุ้นส่วนอื่นๆของหัวใจ”
จากการศึกษาของคุณหมอเดวิด วิลเบอร์ และนักวิจัยคนอื่นๆ ผลปรากฏว่าผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นแผ่วระรัว ใช้วิธีรักษาโดยการขจัดด้วยหลอดสวนร้อยละ 60-70 ไม่มีอาการหัวใจเต้นแผ่วระรัวอีกเลย ส่วนผู้ป่วยที่ใช้วิธีบำบัดรักษาด้วยยานั้น ร้อยละ 80-90 มีอาการหัวใจเต้นแผ่วระรัวอีกในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา โดยคุณหมอเดวิด วิลเบอร์ แนะนำให้ใช้วิธีการบำบัดรักษาด้วยยาก่อน ถ้าไม่ได้ผลถึงจะใช้วิธีการขจัดด้วยหลอดสวน
ที่มา : VOA Thai
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่องประโยชน์ของการดื่มกาแฟ
1
คนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ คงจะรู้สึกดีที่ไม่นานนี้มีรายงานถึง 3 ชิ้น ที่เปิดเผยถึงประโยชน์ของกาแฟ ชิ้นแรกเป็นรายงานที่วิเคราะห์จากข้อมูลสมาชิกโครงการสุขภาพของบริษัท Kaiser Permanente จำนวน 130,054 คน พบว่าในจำนวนนี้มีประมาณ 2% ที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปัญหา เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ รายงานพบว่าสมาชิกที่ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน มีโอกาสเข้าโรงพยาบาล จากปัญหาการเต้นของหัวใจน้อยกว่าสมาชิกทั่วไปราว 18% อย่างไรก็ตาม Dr.Arthur Klatsky หัวหน้าคณะผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ บอกว่ายังไม่พร้อมยืนยันชัดเจนว่า คนทั่วไปควรดื่มกาแฟ เพื่อป้องกันโรคเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ เพราะอาจเป็นไปได้ที่ผู้ดื่มกาแฟ อาจทานอาหารมีประโยชน์กว่า หรือออกกำลังกายมากกว่า แต่ที่แน่ๆ คือ ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเลิกดื่มเพราะกลัวว่าหัวใจจะเต้นเร็ว หรือทำงานหนักเกินไป
ในขณะเดียวกัน รายงานอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งติดตามผลจากกลุ่มตัวอย่างชายหญิงมากกว่า 3 พันคนเป็นเวลา 20 ปี พบว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ระหว่างการดื่มกาแฟกับอาการไขมันอุดตันเส้นเลือด และยิ่งไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว เพศ หรือพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของของผู้ดื่มกาแฟนั้นด้วย
สำหรับรายงานชิ้นที่ 3 ที่ระบุถึงข้อดีของกาแฟก็คือ รายงานการศึกษาเรื่องสุขภาพของสตรี ที่อธิบายว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟแบบมีสารคาเฟอีนมากกว่าวันละ 4 แก้ว มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 หรือแบบที่เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดี่มกาแฟ ซึ่ง Dr.Atsushi Goto แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียวิทยาเขต ลอสแองเจิลลิส ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ชี้ว่า เป็นเพราะสารคาเฟอีนในกาแฟ ไปส่งผลต่อโปรตีนที่ควบคุมฮอร์โมนทางเพศ แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม มีรายงานชิ้นหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงโทษของกาแฟ โดยการศึกษาของ Dr.Liwei Chen แห่ง Louisiana State University ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 170,000 คน พบว่าผู้ทีดื่มกาแฟวันละประมาณ 1-3 แก้วมาเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นแต่ก็มิได้ส่งผลรุนแรงนัก นักวิจัยผู้นี้จึงแนะนำว่า สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความดันโลหิตของตนอยู่แล้วนั้น ลดๆ การดื่มกาแฟลงสักหน่อยก็คนจะดี
ที่มา VOA Thai
ความคิดเห็นล่าสุด