<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sciencenaru.com</title>
	<atom:link href="http://www.sciencenaru.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sciencenaru.com</link>
	<description>บล็อกข่าววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี</description>
	<lastBuildDate>Sat, 19 May 2012 15:36:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 May 2012 15:36:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[AIDS]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วัณโรค]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1044</guid>
		<description><![CDATA[องค์การอนามัยโลกหรือ WHO แนะ การป้องกันและการรักษาโรคเอดส์ไปพร้อมๆ กับการรักษาวัณโรคเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู่ป่วยมากขึ้น เนื่องจากโครงการการรักษาดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก องค์การอนามัยโลกจึงเชิญชวนให้เจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขของประเทศต่างๆ เอาเป็นแบบอย่าง Dr. Mario Rawicliony ผอ. ฝ่ายต่อต้านหยุดยั้งโรควัณโรค องค์การอนามัยโลกให้เหตุผลว่า &#8220;เพราะโรคเอดส์และวัณโรคนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน &#8221; โดยเชื้อเอดส์ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อโรคอื่นๆ โดยเฉพาะวัณโรค โดยพบว่าวัณโรคเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยองค์การอนามัยโลกประมาณไว้ว่าในปีหนึ่งๆ จะมีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตจากโรควัณโรคกว่า 350,000 คน โดยนับเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์กว่า 1 ใน 4 เสียชีวิต Dr. Mario กล่าวว่า การรักษาแบบผสมผสานระหว่างการรักษาเอดส์และวัณโรคไปพร้อมๆ กันเป็นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศแนวทางรักษาแบบนี้เมื่อปี 2004 เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าผลการรักษาแบบรักษาสองโรคร่วมกันประสบความสำเร็จอย่างดี โดยผู้ป่วยโรคเอดส์ได้รับการตรวจวัณโรคเพิ่มขึ้นจาก 200,000 คนในปี 2005 เป็นกว่า 2,300,000 คนในปี 2010 โดยการรักษาแนวใหม่นี้ได้ผลดีมากในทวีปแอฟริกา โดยเชื่อว่าการรักษาแบบนี้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้นับล้านคนทั่วโลก ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 298px"><img style="margin: 5px;" title="http://media.voanews.com/images/480*359/AP081212039242_480_AP_SAF_AIDS_10APR12.jpg" src="http://media.voanews.com/images/480*359/AP081212039242_480_AP_SAF_AIDS_10APR12.jpg" alt="" width="288" height="215" /><p class="wp-caption-text">การตรวจโลหิตเพื่อหาเชื้อ HIV</p></div>
<p>องค์การอนามัยโลกหรือ WHO แนะ การป้องกันและการรักษาโรคเอดส์ไปพร้อมๆ กับการรักษาวัณโรคเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู่ป่วยมากขึ้น เนื่องจากโครงการการรักษาดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก องค์การอนามัยโลกจึงเชิญชวนให้เจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขของประเทศต่างๆ เอาเป็นแบบอย่าง<span id="more-1044"></span></p>
<p>Dr. Mario Rawicliony ผอ. ฝ่ายต่อต้านหยุดยั้งโรควัณโรค องค์การอนามัยโลกให้เหตุผลว่า &#8220;เพราะโรคเอดส์และวัณโรคนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน &#8221; โดยเชื้อเอดส์ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อโรคอื่นๆ โดยเฉพาะวัณโรค โดยพบว่าวัณโรคเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยองค์การอนามัยโลกประมาณไว้ว่าในปีหนึ่งๆ จะมีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตจากโรควัณโรคกว่า 350,000 คน โดยนับเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์กว่า 1 ใน 4 เสียชีวิต</p>
<p>Dr. Mario กล่าวว่า การรักษาแบบผสมผสานระหว่างการรักษาเอดส์และวัณโรคไปพร้อมๆ กันเป็นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศแนวทางรักษาแบบนี้เมื่อปี 2004 เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าผลการรักษาแบบรักษาสองโรคร่วมกันประสบความสำเร็จอย่างดี โดยผู้ป่วยโรคเอดส์ได้รับการตรวจวัณโรคเพิ่มขึ้นจาก 200,000 คนในปี 2005 เป็นกว่า 2,300,000 คนในปี 2010 โดยการรักษาแนวใหม่นี้ได้ผลดีมากในทวีปแอฟริกา โดยเชื่อว่าการรักษาแบบนี้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้นับล้านคนทั่วโลก</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/" title="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง"><img src="681" alt="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 May 2012 15:25:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การรับความรู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมผัส]]></category>
		<category><![CDATA[การได้ยิน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1039</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ความไวต่อการรู้สึกสัมผัสนั้นสามารถสืบทอดจากบรรพบุรุษได้ และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไ้ด้ยินอีกด้วย Gary Lewin และคณะ จาก Max Delbrück Center for Molecular Medicine ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้ทำการวัดทักษะการสัมผัสในคู่ฝาแฝดทั้งแฝดจากไข่ใบเดียวกันและแฝดต่างไข่ที่มีสุขภาพดี 100 คู่ โดยพวกเขาจะได้รับการทดสอบคือ โดยการให้ตอบสนองต่อเสียงความถี่สูง และได้รับการทดสอบด้านการสัมผัสด้วย คณะวิจัยของ Lewin พบว่า ผู้ที่มีความสามารถในการรับฟังที่ดีดูเหมือนว่าจะมีทัักษะการสัมผัสที่ดีด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างสองเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่น่าเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้วเหตุผลก็ง่ายๆ ก็เพราะการรับสัมผัสทั้งสองนั้นเกิดจากการทำงานของ sensory cells หรือเซลล์รับสัมผัส ซึ่งต่างก็ตอบสนองต่อการกระทบเชิงกลทั้งสิ้น การวิจัยชิ้นต่อไปนักวิจัยได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับทักษะการสัมผัสในนักเรียนที่หูหนวกมาแต่กำเนิด พวกเขาพบว่า นักเรียนเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นมีทักษะที่ดีทั้งสองประการ ผลการวิจัยแสดงให้นักวิจัยทราบว่า มียีนบางชนิดที่ทำให้หูหนวกแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลกระทบทำให้การรับสัมผัสไม่ดีตามไปด้วย แต่เมื่อนักวิจัยดูเฉพาะบุคคลที่ทั้งหูหนวกและตาบอดอันเนื่องมาจาก อาการอัชเชอร์ (Usher syndrome) ซึ่งนักวิจัยพบการกลายพันธุ์ในยีนเดี่ยวที่ชื่อว่า USH2A ซึ่งทำให้ทั้งหูหนวกและตาบอด และส่งผลให้ทักษะการสัมผัสด้อยลงด้วย ขั้นต่อไปที่นักวิจัยต้องทำก็คือ ศึกษาว่ามียีนชนิดใดอีกบ้างที่ ส่งผลกระทบต่อการรับความรู้สึกจากการสัมผัส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ความไวต่อการรู้สึกสัมผัสนั้นสามารถสืบทอดจากบรรพบุรุษได้ และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไ้ด้ยินอีกด้วย<span id="more-1039"></span></p>
<p>Gary Lewin และคณะ จาก Max Delbrück Center for Molecular Medicine ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้ทำการวัดทักษะการสัมผัสในคู่ฝาแฝดทั้งแฝดจากไข่ใบเดียวกันและแฝดต่างไข่ที่มีสุขภาพดี 100 คู่ โดยพวกเขาจะได้รับการทดสอบคือ โดยการให้ตอบสนองต่อเสียงความถี่สูง และได้รับการทดสอบด้านการสัมผัสด้วย</p>
<p>คณะวิจัยของ Lewin พบว่า ผู้ที่มีความสามารถในการรับฟังที่ดีดูเหมือนว่าจะมีทัักษะการสัมผัสที่ดีด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างสองเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่น่าเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้วเหตุผลก็ง่ายๆ ก็เพราะการรับสัมผัสทั้งสองนั้นเกิดจากการทำงานของ sensory cells หรือเซลล์รับสัมผัส ซึ่งต่างก็ตอบสนองต่อการกระทบเชิงกลทั้งสิ้น</p>
<p>การวิจัยชิ้นต่อไปนักวิจัยได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับทักษะการสัมผัสในนักเรียนที่หูหนวกมาแต่กำเนิด พวกเขาพบว่า นักเรียนเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นมีทักษะที่ดีทั้งสองประการ ผลการวิจัยแสดงให้นักวิจัยทราบว่า มียีนบางชนิดที่ทำให้หูหนวกแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลกระทบทำให้การรับสัมผัสไม่ดีตามไปด้วย แต่เมื่อนักวิจัยดูเฉพาะบุคคลที่ทั้งหูหนวกและตาบอดอันเนื่องมาจาก<strong> อาการอัชเชอร์</strong> (Usher syndrome) ซึ่งนักวิจัยพบการกลายพันธุ์ในยีนเดี่ยวที่ชื่อว่า <em>USH2A</em> ซึ่งทำให้ทั้งหูหนวกและตาบอด และส่งผลให้ทักษะการสัมผัสด้อยลงด้วย</p>
<p>ขั้นต่อไปที่นักวิจัยต้องทำก็คือ ศึกษาว่ามียีนชนิดใดอีกบ้างที่ ส่งผลกระทบต่อการรับความรู้สึกจากการสัมผัส โดย Lewin กล่าวว่า มันมีอยู่หลากหลายชนิดซึ่งเราเพิ่งจะค้นพบไปเพียงชนิดเดียวเท่านั้น</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/" title="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง"><img src="681" alt="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยพบ สมองแยกแยะ&#8221;อุปลักษณ์&#8221; กับ &#8220;อุปมา&#8221; ได้</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/brain-sees-metaphor-and-simile-differently/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/brain-sees-metaphor-and-simile-differently/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 May 2012 15:16:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[metaphor]]></category>
		<category><![CDATA[simile]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อุปมา]]></category>
		<category><![CDATA[อุปลักษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1033</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยพบสมองสามารถแยกแยะระหว่าง &#8220;อุปลักษณ์ (metaphor)&#8221; และ &#8220;อุปมา (simile )&#8221; ได้ อริสโตเติล (Aristotle ) กล่าวไว้เมื่อกว่า 400 ปีก่อนคริสตศักราชว่า เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่าง อุปลักษณ์ กับ อุปมา  คำว่า อุปลักษณ์ แปลว่า เปรียบเป็น เช่น ลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ อุปมา  เช่น ลูกเปรียบเสมือนเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ เป็นต้น แต่นักวิจัยพบว่าสมองของเราแยกแยะได้ว่าทั้งสองประโยคนั้นมีส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  มิโดริ ชิบาตะ และคณะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ทำการทดสอบกับบุรุษแลสตรีจำนวน 24 คน โดยการตรวจการทำงานของสมองด้วยวิธีการ MRI scanner ในขณะที่ผู้ทดสอบกำลังวิเคราะห์แยกแยะอุปลักษณ์และอุปมาอยู่ นักวิจัยพบว่า สมองส่วน left inferior frontal gyrus นั้นถูกกระตุ้นและทำงาน และยังพบอีกว่า ขณะที่กำลังวิเคราะห์อุปมาอยู่นั้น สมองส่วน medial frontal region [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิจัยพบสมองสามารถแยกแยะระหว่าง &#8220;อุปลักษณ์ (metaphor)&#8221; และ &#8220;อุปมา (simile )&#8221; ได้<span id="more-1033"></span></p>
<p>อริสโตเติล (Aristotle ) กล่าวไว้เมื่อกว่า 400 ปีก่อนคริสตศักราชว่า เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่าง อุปลักษณ์ กับ อุปมา  คำว่า อุปลักษณ์ แปลว่า เปรียบเป็น เช่น ลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ อุปมา  เช่น ลูกเปรียบเสมือนเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ เป็นต้น</p>
<p>แต่นักวิจัยพบว่าสมองของเราแยกแยะได้ว่าทั้งสองประโยคนั้นมีส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  มิโดริ ชิบาตะ และคณะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ทำการทดสอบกับบุรุษแลสตรีจำนวน 24 คน โดยการตรวจการทำงานของสมองด้วยวิธีการ MRI scanner ในขณะที่ผู้ทดสอบกำลังวิเคราะห์แยกแยะอุปลักษณ์และอุปมาอยู่</p>
<p>นักวิจัยพบว่า สมองส่วน left inferior frontal gyrus นั้นถูกกระตุ้นและทำงาน และยังพบอีกว่า ขณะที่กำลังวิเคราะห์อุปมาอยู่นั้น สมองส่วน medial frontal region ก็ได้เพิ่มการทำงานมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยคาดว่าน่าจะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการอนุมาน  ส่วนสมองส่วน left inferior frontal gyrus นั้นทำงานมากขึ้นขณะที่กำลังวิเคราะห์อุปลักษณ์อยู่</p>
<p>ชิบาตะกล่าวว่า ผลการวิจัยนี้ทำให้เราทราบว่า สมองส่วน right IFG ทำหน้าที่เสริมเกีีี่ยวกับความเข้าใจทางด้านภาษา</p>
<p>ที่มา : NewScientist.com</p>
<p>www.newscientist.com/article/dn21780-brain-sees-metaphor-and-simile-differently.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/real-time-gps-sensor-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81/" title="Real time GPS Sensor ช่วยให้การเตือนภัยแผ่นดินไหวทำได้เร็วขึ้น"><img src="502" alt="Real time GPS Sensor ช่วยให้การเตือนภัยแผ่นดินไหวทำได้เร็วขึ้น" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/brain-sees-metaphor-and-simile-differently/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/parkinson/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/parkinson/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 May 2012 12:11:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพาร์กินสัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1029</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยจากมหาวิทยาัลัย South Florida  ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตว่าคนขี้กลัวมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันซึ่งมีอาการคือ แขนขาสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า มากกว่าคนที่ชอบโลดโผน การศึกษาวิจัยจากผู้คนกว่า 200 คนที่เป็นโรคพาร์กินสันและไม่ได้เป็น พบว่า ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่นักวิจัยกล่าวว่าเรื่องนี้ยังต้องได้รับการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อสนับสนุนข้อสังเกตดังกล่าว Kelly Sullivan นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย South Florida กล่าวว่า คนที่ชอบโลดโผน สมองจะหลั่งสารที่ชื่อว่า &#8220;โดพามีน&#8221;ซึงเป็นสารที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ออกมามากขณะที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการผจญภัย ตื่นเต้น เช่น การโดดร่ม นั่งรถไฟเหาะ แต่ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันสมองจะผลิตโดพามีนออกมาน้อย หรือไม่สามารถผลิตโดพามีนได้ โดยผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะเป็นคนขี้กลัว และไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงในชีวิตได้มากนัก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด เช่น ตื่นนอนตรงเวลาทุกเช้า เป็นต้น ที่มา : VOA News &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 298px"><img style="margin: 5px;" title="http://media.voanews.com/images/480*320/Sinha_Parkinson%27s_480.jpg" src="http://media.voanews.com/images/480*320/Sinha_Parkinson%27s_480.jpg" alt="" width="288" height="192" /><p class="wp-caption-text">อาการเกร็งของแขนขาเป็นหนึ่งในอาการของโรคพาร์กินสัน</p></div>
<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาัลัย South Florida  ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตว่าคนขี้กลัวมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันซึ่งมีอาการคือ แขนขาสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า มากกว่าคนที่ชอบโลดโผน <span id="more-1029"></span></p>
<p>การศึกษาวิจัยจากผู้คนกว่า 200 คนที่เป็นโรคพาร์กินสันและไม่ได้เป็น พบว่า ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่นักวิจัยกล่าวว่าเรื่องนี้ยังต้องได้รับการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อสนับสนุนข้อสังเกตดังกล่าว</p>
<p>Kelly Sullivan นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย South Florida กล่าวว่า คนที่ชอบโลดโผน สมองจะหลั่งสารที่ชื่อว่า &#8220;โดพามีน&#8221;ซึงเป็นสารที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ออกมามากขณะที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการผจญภัย ตื่นเต้น เช่น การโดดร่ม นั่งรถไฟเหาะ แต่ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันสมองจะผลิตโดพามีนออกมาน้อย หรือไม่สามารถผลิตโดพามีนได้ โดยผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะเป็นคนขี้กลัว และไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงในชีวิตได้มากนัก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด เช่น ตื่นนอนตรงเวลาทุกเช้า เป็นต้น</p>
<p>ที่มา : VOA News</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/" title="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง"><img src="681" alt="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/parkinson/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Apr 2012 12:16:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งตับอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ยีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1020</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยชาวอังกฤษพบ โรคมะเร็งตับอ่อนอันร้ายกาจ สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาขนานใหม่ จากผลวิจัยพบว่าผู้ป่วยน้อยกว่า 1 ใน 5 มีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และผู้คนจำนวนกว่า 7,800 คนในสหราชอาณาจักรถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน ซึ่งเป็นโรคมะเร็ง 1 ใน 5 ชนิดที่ของโรคมะเร็งผู้คนจำนวนมากในสหราชอาณาจักรเสียชีวิตจากโรคนี้ ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร journal Nature เผยว่ามียีนชนิดหนึ่งที่สามารถหยุดการทำงานของเซลล์มะเร็งได้ คณะนักวิจัยกล่่าวว่า นักวิจัยกำลังทดสอบยาชนิดหนึ่งอยู่ ซึ่งยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานของยีนเพื่อหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งได้ จากการศึกษาวิจัยในหนูทดลองพบว่า ยีนที่ชื่อว่า  USP9x ซึ่งมีหน้าที่ตามธรรมชาติคือหยุดการแบ่งเซลล์ของเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ มันจึงช่วยหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่ตับอ่อนได้ด้วย ซึ่งยีนชนิดนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ได้ แต่สารเคมีหรือโปรตีนชนิดอื่นๆ สามารถที่จะหยุดการทำงานของยีนนี้ได้ และผลการวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ยีน USP9x จะหยุดการทำงาน ศาสตราจารย์  David Tuveson จากสถาบัยวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เราสงสัยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมทั้งหมด แต่น่าจะเกิดจากสารเคมีที่ผิวของยีนชนิดนี้ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสวิทช์เปิดหรือปิดการทำงานของยีนด้วย ซึ่งเรายังต้องวิจัยเพิ่มเติมอีกก่อนที่เราจะสามารถยืนยันได้ว่าสาเหตุที่จริงคืออะไีร และเราพบว่ายาซึ่งล้างสารเคมีที่ผิวของยีนนี้ ใช้ได้ผลกับโรคมะเร็งปอด ดังนั้นยานี้น่าจะมีประสิทธิภาพเช่นกันในโรคมะเร็งตับอ่อนด้วย นายแพทย์ David Adams จากสถาับัน Wellcome Trust Sanger Institute กล่าวว่า การวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราต้องศึกษาและตรวจสอบสมบัติทางชีววิทยาของเซลล์ เพื่อจะดูว่ายีนทุกชนิดหรือไม่ที่มีผลต่อมะเร็ง นายแพทย์  Julie [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 253px"><img class=" " style="margin: 5px;" title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59910000/jpg/_59910457_m1320934-pancreatic_cancer_.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59910000/jpg/_59910457_m1320934-pancreatic_cancer_.jpg" alt="" width="243" height="137" /><p class="wp-caption-text">ยีน USP9x ถูกหยุดการทำงานไปกว่า 15% ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</p></div>
<p>นักวิจัยชาวอังกฤษพบ โรคมะเร็งตับอ่อนอันร้ายกาจ สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาขนานใหม่ จากผลวิจัยพบว่าผู้ป่วยน้อยกว่า 1 ใน 5 มีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และผู้คนจำนวนกว่า 7,800 คนในสหราชอาณาจักรถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน ซึ่งเป็นโรคมะเร็ง 1 ใน 5 ชนิดที่ของโรคมะเร็งผู้คนจำนวนมากในสหราชอาณาจักรเสียชีวิตจากโรคนี้<span id="more-1020"></span></p>
<p>ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร journal Nature เผยว่ามียีนชนิดหนึ่งที่สามารถหยุดการทำงานของเซลล์มะเร็งได้</p>
<p>คณะนักวิจัยกล่่าวว่า นักวิจัยกำลังทดสอบยาชนิดหนึ่งอยู่ ซึ่งยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานของยีนเพื่อหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งได้</p>
<p>จากการศึกษาวิจัยในหนูทดลองพบว่า ยีนที่ชื่อว่า  USP9x ซึ่งมีหน้าที่ตามธรรมชาติคือหยุดการแบ่งเซลล์ของเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ มันจึงช่วยหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่ตับอ่อนได้ด้วย ซึ่งยีนชนิดนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ได้ แต่สารเคมีหรือโปรตีนชนิดอื่นๆ สามารถที่จะหยุดการทำงานของยีนนี้ได้</p>
<p>และผลการวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ยีน USP9x จะหยุดการทำงาน ศาสตราจารย์  David Tuveson จากสถาบัยวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เราสงสัยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมทั้งหมด แต่น่าจะเกิดจากสารเคมีที่ผิวของยีนชนิดนี้ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสวิทช์เปิดหรือปิดการทำงานของยีนด้วย ซึ่งเรายังต้องวิจัยเพิ่มเติมอีกก่อนที่เราจะสามารถยืนยันได้ว่าสาเหตุที่จริงคืออะไีร และเราพบว่ายาซึ่งล้างสารเคมีที่ผิวของยีนนี้ ใช้ได้ผลกับโรคมะเร็งปอด ดังนั้นยานี้น่าจะมีประสิทธิภาพเช่นกันในโรคมะเร็งตับอ่อนด้วย</p>
<p>นายแพทย์ David Adams จากสถาับัน Wellcome Trust Sanger Institute กล่าวว่า การวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราต้องศึกษาและตรวจสอบสมบัติทางชีววิทยาของเซลล์ เพื่อจะดูว่ายีนทุกชนิดหรือไม่ที่มีผลต่อมะเร็ง</p>
<p>นายแพทย์  Julie Sharp จากสถาับันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้ ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการใช้ยารักษาโรคมะเร็งชนิดใหม่นี้ที่อาจจะสามารถรักษาโรคมะเร็งตับอ่อนบางชนิดได้</p>
<p>ที่มา : BBC News Health</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.bbc.co.uk/news/health-17870315">http://www.bbc.co.uk/news/health-17870315</a></p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/womens-height-linked-to-ovarian-cancer/" title="ผู้หญิงสูงเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่"><img src="722" alt="ผู้หญิงสูงเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" title="โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต"><img src="741" alt="โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Real time GPS Sensor ช่วยให้การเตือนภัยแผ่นดินไหวทำได้เร็วขึ้น</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/real-time-gps-sensor-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/real-time-gps-sensor-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Apr 2012 14:45:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบเตือนภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นดินไหว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1012</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 ที่ผ่านมานี้ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ความรุนแรง 8.6 ริกเตอร์ เหตุการณ์สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนจำนวนมาก และเนื่องจากความทรงจำของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีที่แล้วที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และคลื่นสึนามิ ยังคงติดอยู่ในความทรงจำ จึงทำให้ผู้คนต่างตระหนกว่าคลื่นสึนามิจะมาหาพวกเขาอีกหรือไม่ ระบบการคำนวณความแม่นยำสูงของ GPS sensors ซึ่งขณะนี้กำลังถูกทดสอบในที่ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหวในหลายๆ ที่อยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะช่วยบรรเทาความตระหนกตกใจของผู้คนได้ เพราะระบบนี้สามารถช่วยแจ้งเตือนในทันทีที่เิิกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่่างมาก ระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ทั่วโลกใช้อยู่ในขณะนี้ จะทำงานโดยการตรวจจับคลื่นสั่นสะเทือนซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่ระบบจะทำการตรวจจับได้เฉพาะคลื่นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเกิน 7  ริกเตอร์เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการประเมินผลที่ผิดพลาดหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง แต่ระบบการเตือนภัยแบบใหม่นี้ เกิดจากการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงกันในการทำงานของกลุ่มนักวิจัยหลากหลายกลุ่มทั่วโลกโดยใช้ real-time GPS sensors ซึ่ีงจะระบุตำแหน่งของพวกเขาทุกๆ วินาที เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น Sensor ก็จะตรวจจับได้โดยแม่นยำ ว่าแผ่นเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวแบบใด Richard Allen ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ กล่่าวว่า ถ้าเราเห็นว่ารอยเลื่อนนั้นเป็นทางยาว เราก็สามารถที่จะทราบได้เลยว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะมีความรุนแรง โดยระบบใหม่นี้ก็จะช่วยให้เราสามารถทราบได้ถึงความระดับรุนแรงของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว พร้อมกับช่วยให้สามารถประเมินถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้ทันทีว่าครอบคลุมไปถึงพื้นที่ใดบ้าง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเพราะช่วยให้ผู้คนสามารถหาที่หลบภัยและป้องกันตัวได้ก่อนที่คลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะมาถึง ซึ่งระบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งและมีความรุนแรง ที่มา : [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 296px"><img class=" " style="margin: 5px;" title="http://www.apacnews.net/news/wp-content/uploads/2012/04/earth-quake-584F-595x396.jpg?1335278243775" src="http://www.apacnews.net/news/wp-content/uploads/2012/04/earth-quake-584F-595x396.jpg?1335278243775" alt="" width="286" height="190" /><p class="wp-caption-text">ภาพแสดงตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริเตอร์เมื่อวันที่ 11 เมษายน</p></div>
<p>เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 ที่ผ่านมานี้ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ความรุนแรง 8.6 ริกเตอร์ เหตุการณ์สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนจำนวนมาก และเนื่องจากความทรงจำของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีที่แล้วที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และคลื่นสึนามิ ยังคงติดอยู่ในความทรงจำ จึงทำให้ผู้คนต่างตระหนกว่าคลื่นสึนามิจะมาหาพวกเขาอีกหรือไม่<span id="more-1012"></span></p>
<p>ระบบการคำนวณความแม่นยำสูงของ GPS sensors ซึ่งขณะนี้กำลังถูกทดสอบในที่ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหวในหลายๆ ที่อยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะช่วยบรรเทาความตระหนกตกใจของผู้คนได้ เพราะระบบนี้สามารถช่วยแจ้งเตือนในทันทีที่เิิกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่่างมาก</p>
<p>ระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ทั่วโลกใช้อยู่ในขณะนี้ จะทำงานโดยการตรวจจับคลื่นสั่นสะเทือนซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่ระบบจะทำการตรวจจับได้เฉพาะคลื่นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเกิน 7  ริกเตอร์เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการประเมินผลที่ผิดพลาดหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง</p>
<p>แต่ระบบการเตือนภัยแบบใหม่นี้ เกิดจากการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงกันในการทำงานของกลุ่มนักวิจัยหลากหลายกลุ่มทั่วโลกโดยใช้ real-time GPS sensors ซึ่ีงจะระบุตำแหน่งของพวกเขาทุกๆ วินาที เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น Sensor ก็จะตรวจจับได้โดยแม่นยำ ว่าแผ่นเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวแบบใด</p>
<p>Richard Allen ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ กล่่าวว่า ถ้าเราเห็นว่ารอยเลื่อนนั้นเป็นทางยาว เราก็สามารถที่จะทราบได้เลยว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะมีความรุนแรง</p>
<p>โดยระบบใหม่นี้ก็จะช่วยให้เราสามารถทราบได้ถึงความระดับรุนแรงของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว พร้อมกับช่วยให้สามารถประเมินถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้ทันทีว่าครอบคลุมไปถึงพื้นที่ใดบ้าง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเพราะช่วยให้ผู้คนสามารถหาที่หลบภัยและป้องกันตัวได้ก่อนที่คลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะมาถึง ซึ่งระบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งและมีความรุนแรง</p>
<p>ที่มา : NewScientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brain-sees-metaphor-and-simile-differently/" title="นักวิจัยพบ สมองแยกแยะ&#8221;อุปลักษณ์&#8221; กับ &#8220;อุปมา&#8221; ได้"><img src="225" alt="นักวิจัยพบ สมองแยกแยะ&#8221;อุปลักษณ์&#8221; กับ &#8220;อุปมา&#8221; ได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/real-time-gps-sensor-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2012 14:00:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีชลอความแก่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1009</guid>
		<description><![CDATA[เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนอายุมากแล้วแต่ยังดูหนุ่มสาวอยู่ แต่บางคนอายุยังน้อย แต่กลับดูแก่ลงมาก ผิวหนังเหี่ยวย่นเป็นต้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นก๋เป็นเพราะพันธุกรรมจากพ่อแม่ และวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองนั่นเอง Hidy Waldorf ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่โรงพยาบาล Mount Sinai ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ร้อยละ 60 ของการเหี่ยวย่นของผิวหนัง มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม โดยเกิดจากยีนที่ควบคุมการแบ่งเซลล์ใต้ผิวหนัง เพื่อซ่อมแซมผิวหนังจากการเสื่อมสภาพและความเสียหาย และเพื่อผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างที่สำคัญของผิวหนัง ดังนั้นผู้ที่มียีนที่ช่วยให้แก่ช้าลง ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็เปล่าประโยชน์ ผิวหนังก็จะเหี่ยวย่นได้เช่นกัน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก็คือ แสงแดดและควันบุหรี่ซึ่งสามารถทำให้ดูแก่กว่าวัยได้มากถึงสิบถึงสิบห้าปีเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า พันธุกรรมของเรานั้นช่วยให้เราอ่อนกว่าวัยหรือชะลอความแก่ได้ วิธีที่จะทราบได้ก็ง่ายๆ เพียงสังเกตญาติๆ ของเราว่าแก่อย่างสมวัยหรือไม่ เำพราะว่าคนเรานั้นได้รับมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ก็คือ พันธุกรรมมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอัตราการสร้างเซลล์ใหม่และอัตราการสร้างคอลลาเจน ซึ่งอยู่ที่ลำดับของดีเอ็นเอที่อยู่ส่วนปลายของโครโมโซม เรียกว่า เทลโลมีเรส มีบทบาทในการช่วยให้เซลล์แบ่งตัวโดยไม่ลืมรหัสทางพันธุกรรมยังคงเดิม นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ช่วยให้ดูอ่อนวัยขึ้น เช่น ใบหน้ารูปร่างกลม โหนกแก้มสูงก็ช่วยให้ดูอ่อนวัย เรื่องของกระดูกและฟันก็เช่นเดียวกัน เพราะฟันของคนเราจะเริ่มหดสั้นลงเพราะฟันเคลื่อนตัวเข้าไปในเหงือกเมื่อมีอายุมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ใบหน้าเหี่ยวย่น มีริ้วรอยรอบๆ ริมฝีปาก ดังนั้นฟันที่เป็นฟันที่ตรงและเป็นรูปสี่เหลี่ยม จะช่วยคงรูปกรามให้แข็งแรงและดูอ่อนวัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนอายุมากแล้วแต่ยังดูหนุ่มสาวอยู่ แต่บางคนอายุยังน้อย แต่กลับดูแก่ลงมาก ผิวหนังเหี่ยวย่นเป็นต้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นก๋เป็นเพราะพันธุกรรมจากพ่อแม่ และวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองนั่นเอง<span id="more-1009"></span></p>
<p>Hidy Waldorf ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่โรงพยาบาล Mount Sinai ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ร้อยละ 60 ของการเหี่ยวย่นของผิวหนัง มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม โดยเกิดจากยีนที่ควบคุมการแบ่งเซลล์ใต้ผิวหนัง เพื่อซ่อมแซมผิวหนังจากการเสื่อมสภาพและความเสียหาย และเพื่อผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างที่สำคัญของผิวหนัง</p>
<p>ดังนั้นผู้ที่มียีนที่ช่วยให้แก่ช้าลง ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็เปล่าประโยชน์ ผิวหนังก็จะเหี่ยวย่นได้เช่นกัน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก็คือ แสงแดดและควันบุหรี่ซึ่งสามารถทำให้ดูแก่กว่าวัยได้มากถึงสิบถึงสิบห้าปีเลยทีเดียว</p>
<p>ถ้าอย่างนั้นเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า พันธุกรรมของเรานั้นช่วยให้เราอ่อนกว่าวัยหรือชะลอความแก่ได้ วิธีที่จะทราบได้ก็ง่ายๆ เพียงสังเกตญาติๆ ของเราว่าแก่อย่างสมวัยหรือไม่ เำพราะว่าคนเรานั้นได้รับมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ก็คือ พันธุกรรมมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอัตราการสร้างเซลล์ใหม่และอัตราการสร้างคอลลาเจน ซึ่งอยู่ที่ลำดับของดีเอ็นเอที่อยู่ส่วนปลายของโครโมโซม เรียกว่า เทลโลมีเรส มีบทบาทในการช่วยให้เซลล์แบ่งตัวโดยไม่ลืมรหัสทางพันธุกรรมยังคงเดิม</p>
<p>นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ช่วยให้ดูอ่อนวัยขึ้น เช่น ใบหน้ารูปร่างกลม โหนกแก้มสูงก็ช่วยให้ดูอ่อนวัย เรื่องของกระดูกและฟันก็เช่นเดียวกัน เพราะฟันของคนเราจะเริ่มหดสั้นลงเพราะฟันเคลื่อนตัวเข้าไปในเหงือกเมื่อมีอายุมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ใบหน้าเหี่ยวย่น มีริ้วรอยรอบๆ ริมฝีปาก ดังนั้นฟันที่เป็นฟันที่ตรงและเป็นรูปสี่เหลี่ยม จะช่วยคงรูปกรามให้แข็งแรงและดูอ่อนวัย</p>
<p>นอกจากนี้ใบหน้าที่มีความสมมาตรกันของใบหน้าฝั่งซ้ายและขวาก็ช่วยให้ดูอ่อนวัย และผมที่ดกดำก็ช่วยให้ดูอ่อนวัยเพราะผมที่ดกดำแสดงถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย และสุดท้ายก็คือสีผิว โดยผู้ที่มีผิวสีเข้มกว่าจะมีสารเมลานินมากกว่า ซึ่งสารเมลานินก็ช่วยคงความอ่อนวัยของผิวด้วย และสารเมลานินก้ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดทำให้ผิวไหม้แดดได้ช้ากว่า จึงทำให้ดูอ่อนวัยกว่านั่นเอง</p>
<p>ที่มา : VOA News</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/" title="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง"><img src="681" alt="ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระวัง น้ำตาลในเครื่องดื่ม มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/sugar-warning-for-healthy-soft-drinks/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/sugar-warning-for-healthy-soft-drinks/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Apr 2012 14:19:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=996</guid>
		<description><![CDATA[ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า น้ำตาลที่ตนใส่ในเครื่องดื่มต่างๆ นั้น อาจมากเกินคำว่า &#8220;พอดี&#8221;  และส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Glasgow ได้ทำการวิจัยกับคน 2000 คนในสหราชอาณาจักร เพื่อประเมินเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มที่พวกเขาดื่มกัน พบว่า พวกเขาเหล่านั้นประเมินปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มของพวกเขาต่ำเกินไป เพราะน้ำตาลที่มีอยู่จริงในเครื่องดื่มของพวกเขามากกว่าที่ปริมาณน้ำตาลที่พวกเขาบอกกับนักวิจัย ทางด้านกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ปริมาณน้ำตา่ลในเครื่องดื่มได้ถูกพิมพ์ไว้บนฉลากอย่างชัดเจนในส่วนของข้อมูลโภชนาการ ซึ่งระบุปริมาณน้ำตาล รวมไปถึงปริมาณพลังงานที่ได้รับด้วย เมื่อนักวิจัยได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มในแต่ละสัปดาห์ของผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลการวิจัยออกมาว่า ส่วนใหญ่ดื่้มประมาณวันละ 450 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 4 ของปริมาณที่มากที่สุดที่ควรได้รับในผู้หญิง และเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณที่ควรได้รับในผู้ชาย แต่นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้คนยังขาดความตระหนักเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ ผู้เข้าร่วมการวิจัยยังถูกถามอีกว่า ปริมาณน้ำตาลที่ใส่ในเครื่องดื่มที่ดื่มประจำหรือชื่นชอบ มีประมาณกี่ช้อนชา ผู้ร่วมวิจัยส่วนมากก็คาดเดาเอาว่า น้ำแอบเปิ้ล และน้ำส้ม รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆ น่าจะมีน้ำตาลผสมอยู่ประมาณ 2-4 ช้อนชา และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของทับทิม น่าจะมีน้ำตาลผสมอยู่ประมาณ 18 ช้อนชา แต่น่าแปลก เพราะผู้เข้าร่วมการวิจัยไม่เคยพูดถึงปริมาณพลังงานที่ได้รับจากเครื่องดื่มต่างๆ ที่พวกเขาดื่มเลย เวลาพวกเขาพูดถึงการควบคุมดูแลสุขภาพของพวกเขา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59680000/jpg/_59680667_juices.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59680000/jpg/_59680667_juices.jpg" alt="" width="304" height="171" />ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า น้ำตาลที่ตนใส่ในเครื่องดื่มต่างๆ นั้น อาจมากเกินคำว่า &#8220;พอดี&#8221;  และส่งผลเสียต่อสุขภาพได้<span id="more-996"></span></p>
<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Glasgow ได้ทำการวิจัยกับคน 2000 คนในสหราชอาณาจักร เพื่อประเมินเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มที่พวกเขาดื่มกัน พบว่า พวกเขาเหล่านั้นประเมินปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มของพวกเขาต่ำเกินไป เพราะน้ำตาลที่มีอยู่จริงในเครื่องดื่มของพวกเขามากกว่าที่ปริมาณน้ำตาลที่พวกเขาบอกกับนักวิจัย</p>
<p>ทางด้านกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ปริมาณน้ำตา่ลในเครื่องดื่มได้ถูกพิมพ์ไว้บนฉลากอย่างชัดเจนในส่วนของข้อมูลโภชนาการ ซึ่งระบุปริมาณน้ำตาล รวมไปถึงปริมาณพลังงานที่ได้รับด้วย</p>
<p>เมื่อนักวิจัยได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มในแต่ละสัปดาห์ของผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลการวิจัยออกมาว่า ส่วนใหญ่ดื่้มประมาณวันละ 450 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 4 ของปริมาณที่มากที่สุดที่ควรได้รับในผู้หญิง และเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณที่ควรได้รับในผู้ชาย</p>
<p>แต่นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้คนยังขาดความตระหนักเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ</p>
<p>ผู้เข้าร่วมการวิจัยยังถูกถามอีกว่า ปริมาณน้ำตาลที่ใส่ในเครื่องดื่มที่ดื่มประจำหรือชื่นชอบ มีประมาณกี่ช้อนชา</p>
<p>ผู้ร่วมวิจัยส่วนมากก็คาดเดาเอาว่า น้ำแอบเปิ้ล และน้ำส้ม รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆ น่าจะมีน้ำตาลผสมอยู่ประมาณ 2-4 ช้อนชา และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของทับทิม น่าจะมีน้ำตาลผสมอยู่ประมาณ 18 ช้อนชา</p>
<p>แต่น่าแปลก เพราะผู้เข้าร่วมการวิจัยไม่เคยพูดถึงปริมาณพลังงานที่ได้รับจากเครื่องดื่มต่างๆ ที่พวกเขาดื่มเลย เวลาพวกเขาพูดถึงการควบคุมดูแลสุขภาพของพวกเขา</p>
<p>คณะนักวิจัยได้เตือนผู้เข้่าร่วมวิจัยว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ซึ่งมีน้ำตาลมาก ในปริมาณที่มากเกินไป จะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คืออาจนำไปสู่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองแตกในที่สุด</p>
<p>ศาสตราจารย์ Naveed Sattar ผู้นำการวิจัยกล่าวว่า การที่คุณกินอะไรเข้าไป อาหารเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณตามชนิดของอาหารที่คุณกิน</p>
<p>นอกจากนี้เครื่องดื่มหลายๆ ชนิดเช่น น้ำผลไม้ต่างๆที่เป็นน้ำผลไม้ 100%  หลายๆ ชนิด ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ที่จริงแล้วก็มีปริมาณน้ำตาลอยู่มากด้วย</p>
<p>สำหรับหลายๆ คนที่กำลังพยายามควบคุมน้ำหนัก การลดการบริโภคเครื่องดื่มอื่นๆ และดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำแทน น่าจะเป็นเป้าหมายแรกที่ควรทำเพื่อช่วยในการลดแคลอรี่ส่วนเกิน</p>
<p>ที่มา : BBCNews.com Health</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/sugar-warning-for-healthy-soft-drinks/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจเลือดแบบใหม่ รู้ได้ใครกำลังจะหัวใจวาย</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/new-blood-test-determine-who-is-going-to-cause-a-heart-attack/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/new-blood-test-determine-who-is-going-to-cause-a-heart-attack/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Apr 2012 14:12:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจวาย]]></category>
		<category><![CDATA[อาการหัวใจวาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=993</guid>
		<description><![CDATA[ขณะนี้แพทย์ได้ค้นพบวิธีการใหม่ในการตรวจเลือด ทำให้ทราบล่วงหน้าว่า ใครกำลังจะหัวใจวาย ขณะที่วิธีการตรวจทั่วไป ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมาวินิจฉัย เช่น ความดันโลหิต พฤติกรรม และ พันธุกรรมของผู้ป่วย ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ป่วยจะมีโอกาสหัวใจวายในอีกเพียง 7 วันหรืออีก 15 ปี แต่วิธีการใหม่นี้จะทำให้ทราบได้ล่วงหน้าทันทีว่าใครกำลังจะหัวใจวายในเวลาอันใกล้ Paddy Barret แพทย์ประจำสถาบัน Scripps Translational Science Institute  หัวหน้าคณะวิจัย ใช้วิธีการหาเซลล์ CEC ในกระแสโลหิต เซลล์ CEC เป็นเซลล์ที่อยู่ในผนังด้านในของเส้นเลือด ซึ่งในเลือดของคนปกติก็จะพบเซลล์ชนิดนี้อยู่บ้าง  แต่เมื่อมีอาการหัวใจวาย ผนังเส้นเลือดจะแตกและปล่อยเซลล์นี้ออกมาในกระแสโลหิต จากผลการตรวจพบว่าผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีเซลล์ CEC มากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า แต่เซลล์ CEC นี้จะเริ่มตรวจพบก่อนเกิดอาการหัวใจวายอย่างรุนแรงก่อนเิกิดอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์ การตรวจเลือดจะทำการตรวจเพื่อวัดระดับเซลล์ CEC ซึ่งวิธีนี้ใช้เวลาทำการตรวจเพียง 20-30 นาทีเท่านั้น นายแพทย์ Paddy Barret กล่าวว่าื หากคณะวิจัยสามารถพัฒนาวิธีการตรวจให้ดีขึ้นอาจสามารถนำไปใช้พยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครกำลังจะหัวใจวาย ที่มา : [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขณะนี้แพทย์ได้ค้นพบวิธีการใหม่ในการตรวจเลือด ทำให้ทราบล่วงหน้าว่า ใครกำลังจะหัวใจวาย ขณะที่วิธีการตรวจทั่วไป ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมาวินิจฉัย เช่น ความดันโลหิต พฤติกรรม และ พันธุกรรมของผู้ป่วย ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ป่วยจะมีโอกาสหัวใจวายในอีกเพียง 7 วันหรืออีก 15 ปี แต่วิธีการใหม่นี้จะทำให้ทราบได้ล่วงหน้าทันทีว่าใครกำลังจะหัวใจวายในเวลาอันใกล้<span id="more-993"></span></p>
<p>Paddy Barret แพทย์ประจำสถาบัน Scripps Translational Science Institute  หัวหน้าคณะวิจัย ใช้วิธีการหาเซลล์ CEC ในกระแสโลหิต เซลล์ CEC เป็นเซลล์ที่อยู่ในผนังด้านในของเส้นเลือด ซึ่งในเลือดของคนปกติก็จะพบเซลล์ชนิดนี้อยู่บ้าง  แต่เมื่อมีอาการหัวใจวาย ผนังเส้นเลือดจะแตกและปล่อยเซลล์นี้ออกมาในกระแสโลหิต จากผลการตรวจพบว่าผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีเซลล์ CEC มากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า แต่เซลล์ CEC นี้จะเริ่มตรวจพบก่อนเกิดอาการหัวใจวายอย่างรุนแรงก่อนเิกิดอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์</p>
<p>การตรวจเลือดจะทำการตรวจเพื่อวัดระดับเซลล์ CEC ซึ่งวิธีนี้ใช้เวลาทำการตรวจเพียง 20-30 นาทีเท่านั้น</p>
<p>นายแพทย์ Paddy Barret กล่าวว่าื หากคณะวิจัยสามารถพัฒนาวิธีการตรวจให้ดีขึ้นอาจสามารถนำไปใช้พยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครกำลังจะหัวใจวาย</p>
<p>ที่มา : VOA News</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/new-blood-test-determine-who-is-going-to-cause-a-heart-attack/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Apr 2012 14:21:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=989</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่าครึ่ง ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่นในร่างกายจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบกับการเกิดอันตรายต่างๆ ต่อร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ภาวะไตวาย และเส้นโลหิตในสมองแตก แต่ข่าวดีก็คือ ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดจากความดันโลหิตสูงนั้น สามารถใช้วิธีการทางการแพทย์รักษาได้ ร่วมกับการปรับปรุงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและลดน้ำหนักของตัวผู้ป่วยเองเพื่อลดระดับความเสี่ยงลง แต่จากสถิติที่ผ่านมานั้น มีผู้ป่วยเพียง 50.7 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมดที่ร่างกายสามารถรักษาระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไปได้ แต่นั้นก็หมายความว่า ผู้ป่วยอีกเกือบครึ่งไม่สามารถรักษาระดับความดันโลหิตได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง Barbara Young  ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานจากสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรจะระวังไม่ให้ความดันโลหิตของตนสูงเกินไป เพราะความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุของผลกระทบที่จะตามมาซึงเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก เช่น โรคหัวใจ ไตวาย และโรคหลอดเลือดในสมองแตกดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สถิติบอกว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายมากขึ้น และอัตราการตายก่อนอายุเฉลี่ยของประชากรมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการของความดันโลหิตสูงด้วยควรจะได้รับการตรวจสุขภาพในทุกๆ ด้าน และควรที่จะได้รับคำแนะนำ และการรักษาที่ดีที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของผู้ป่วยให้เหมาะสมกับตัวผู้ป่วยด้วย ที่มา: BBC News &#160; &#160; &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59272000/jpg/_59272386_finger464.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/59272000/jpg/_59272386_finger464.jpg" alt="" width="182" height="103" />ผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่าครึ่ง ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่นในร่างกายจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้<span id="more-989"></span></p>
<p>เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบกับการเกิดอันตรายต่างๆ ต่อร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ภาวะไตวาย และเส้นโลหิตในสมองแตก</p>
<p>แต่ข่าวดีก็คือ ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดจากความดันโลหิตสูงนั้น สามารถใช้วิธีการทางการแพทย์รักษาได้ ร่วมกับการปรับปรุงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและลดน้ำหนักของตัวผู้ป่วยเองเพื่อลดระดับความเสี่ยงลง</p>
<p>แต่จากสถิติที่ผ่านมานั้น มีผู้ป่วยเพียง 50.7 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมดที่ร่างกายสามารถรักษาระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไปได้ แต่นั้นก็หมายความว่า ผู้ป่วยอีกเกือบครึ่งไม่สามารถรักษาระดับความดันโลหิตได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง</p>
<p>Barbara Young  ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานจากสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรจะระวังไม่ให้ความดันโลหิตของตนสูงเกินไป เพราะความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุของผลกระทบที่จะตามมาซึงเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก เช่น โรคหัวใจ ไตวาย และโรคหลอดเลือดในสมองแตกดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สถิติบอกว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายมากขึ้น และอัตราการตายก่อนอายุเฉลี่ยของประชากรมากขึ้น</p>
<p>ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการของความดันโลหิตสูงด้วยควรจะได้รับการตรวจสุขภาพในทุกๆ ด้าน และควรที่จะได้รับคำแนะนำ และการรักษาที่ดีที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของผู้ป่วยให้เหมาะสมกับตัวผู้ป่วยด้วย</p>
<p>ที่มา: BBC News</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" title="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย"><img src="26" alt="WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" title="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน"><img src="175" alt="การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" title="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน"><img src="429" alt="นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" title="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน"><img src="529" alt="Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" title="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้"><img src="657" alt="พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

