<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sciencenaru.com</title>
	<atom:link href="http://www.sciencenaru.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sciencenaru.com</link>
	<description>บล็อกข่าววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Nov 2011 16:33:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	
		<item>
		<title>เซลล์ประสาทที่ได้รับการปลูกถ่ายในสมองแก้ปัญหาโรคอ้วน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/neuron-transplant-in-damaged-brain-fixes-obesity/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/neuron-transplant-in-damaged-brain-fixes-obesity/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Nov 2011 16:33:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์ประสาท]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=946</guid>
		<description><![CDATA[การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทเพื่อรักษาสมองที่เสียหายในการทดลองกับหนู ช่วยเพิ่มความหวังว่า ในอนาคตเราจะสามารถใช้การปลูกถ่ายแบบเดียวกันนี้ ในการรักษาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง  โรคพาร์กินสัน และโรคอื่นๆ เกี่ยวกับสมอง Jeffrey Macklis จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคณะ ได้นำเซลล์ประสาทที่มีสภาพดีจากตัวอ่อนของหนู พวกเขาใช้มันในการซ่อมแซมสมองในส่วนที่ควบคุมการรับประทานอาหาร และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวโดยการควบคุมของฮอร์โมน leptinของหนู ซึ่งเดิมตัวอ่อนหนูที่เกิดมาพร้อมกับสมองที่เสียหายบางส่วนนั้น มีน้ำหนักตัวเกินอย่างมาก เซลล์ประสาทที่ได้รับการปลูกถ่ายไปนั้นก็จะรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรประสาท และทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทอื่นๆ และตอบสนองต่อฮอร์โมน leptin insulin และ กลูโคส ผลจากการปลูกถ่ายเซลล์ประสาท ช่วยให้หนูที่ได้รับการรักษามีน้ำหนักตัวลดลงถึง 30 % เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับการรักษา ในการวิจัยครั้งนี้มีสิ่งที่น่าคิดคือ การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทจะสามารถรักษาวงจรประสาทของสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ของสมองได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป ที่มา : Newscientist.com &#160; &#160; &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทเพื่อรักษาสมองที่เสียหายในการทดลองกับหนู ช่วยเพิ่มความหวังว่า ในอนาคตเราจะสามารถใช้การปลูกถ่ายแบบเดียวกันนี้ ในการรักษาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง  โรคพาร์กินสัน และโรคอื่นๆ เกี่ยวกับสมอง<span id="more-946"></span></p>
<p>Jeffrey Macklis จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคณะ ได้นำเซลล์ประสาทที่มีสภาพดีจากตัวอ่อนของหนู พวกเขาใช้มันในการซ่อมแซมสมองในส่วนที่ควบคุมการรับประทานอาหาร และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวโดยการควบคุมของฮอร์โมน leptinของหนู ซึ่งเดิมตัวอ่อนหนูที่เกิดมาพร้อมกับสมองที่เสียหายบางส่วนนั้น มีน้ำหนักตัวเกินอย่างมาก</p>
<p>เซลล์ประสาทที่ได้รับการปลูกถ่ายไปนั้นก็จะรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรประสาท และทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทอื่นๆ และตอบสนองต่อฮอร์โมน leptin insulin และ กลูโคส ผลจากการปลูกถ่ายเซลล์ประสาท ช่วยให้หนูที่ได้รับการรักษามีน้ำหนักตัวลดลงถึง 30 % เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับการรักษา</p>
<p>ในการวิจัยครั้งนี้มีสิ่งที่น่าคิดคือ การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทจะสามารถรักษาวงจรประสาทของสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ของสมองได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/" title="โทรศัพท์มือถือส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในสมอง"><img src="8336" alt="โทรศัพท์มือถือส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1/" title="ทำไมคนอ้วนจึงอยากกินไม่หยุด"><img src="3556" alt="ทำไมคนอ้วนจึงอยากกินไม่หยุด" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99/" title="ความจริงของอาการปวดฟัน"><img src="2522" alt="ความจริงของอาการปวดฟัน" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/neuron-transplant-in-damaged-brain-fixes-obesity/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเป็นวัณโรค</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/smoking-increase-tuberculosis-risk/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/smoking-increase-tuberculosis-risk/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2011 15:54:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การสูบบุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[วัณโรค]]></category>
		<category><![CDATA[โทษของบุหรี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=940</guid>
		<description><![CDATA[นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบหายใจแล้ว คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาพบ การสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้นอีกด้วย Dr. stanton Grance ผอ.ศูนย์การศึกษาวิจัยการควบคุมการสูบบุหรี่ หนึ่งในคณะฯ กล่าวว่า สาเหตุที่คนสูบบุหรี่ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายก็เพราะ คนที่สูบบุหรี่จะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากควันบุหรี่มีสารพิษที่จะบั่นทอนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้น Dr. stanton กล่าวย้ำว่า ถ้าต้องการจะควบคุมวัณโรคให้ได้ผล ก็ต้องควบคุมบริษัทผลิตบุหรี่ที่พยายามทำให้คนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศที่วัณโรคยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทางด้านสาธารณสุขอยู่ งานวิจัยชิ้นนี้เน้นย้ำ่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตราการควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มงวด เพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากควันพิษจากสารอันตรายในบุหรี่ตั้งแต่โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ และที่สำคัญจะไปช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้ด้วย ข้อมูลจาก : VOA News.com &#160; ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบหายใจแล้ว คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาพบ การสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้นอีกด้วย<span id="more-940"></span></p>
<p>Dr. stanton Grance ผอ.ศูนย์การศึกษาวิจัยการควบคุมการสูบบุหรี่ หนึ่งในคณะฯ กล่าวว่า สาเหตุที่คนสูบบุหรี่ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายก็เพราะ คนที่สูบบุหรี่จะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากควันบุหรี่มีสารพิษที่จะบั่นทอนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้น</p>
<p>Dr. stanton กล่าวย้ำว่า ถ้าต้องการจะควบคุมวัณโรคให้ได้ผล ก็ต้องควบคุมบริษัทผลิตบุหรี่ที่พยายามทำให้คนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศที่วัณโรคยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทางด้านสาธารณสุขอยู่</p>
<p>งานวิจัยชิ้นนี้เน้นย้ำ่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตราการควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มงวด เพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากควันพิษจากสารอันตรายในบุหรี่ตั้งแต่โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ และที่สำคัญจะไปช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้ด้วย</p>
<p>ข้อมูลจาก : VOA News.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%95-%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2/" title="ดาวเคราะห์แคระ มีลักษณะอย่างไร"><img src="12354" alt="ดาวเคราะห์แคระ มีลักษณะอย่างไร" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a/" title="แขนเทียมสามารถขยับและรับความรู้สึกได้"><img src="7798" alt="แขนเทียมสามารถขยับและรับความรู้สึกได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/brain-degeneration/" title="สมองเสื่อมเพราะเหตุใด"><img src="20270" alt="สมองเสื่อมเพราะเหตุใด" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b/" title="การแสดงออกถึงความเจ็บปวดของหนู"><img src="1690" alt="การแสดงออกถึงความเจ็บปวดของหนู" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2/" title="ทำไมการทานช้าๆ ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น"><img src="3489" alt="ทำไมการทานช้าๆ ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/smoking-increase-tuberculosis-risk/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2011 17:25:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=936</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความเป็นไปได้ของการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ โดยอาจใช้ผิวหนังของตัวผู้ป่วยเองช่วยรักษามะเร็งได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถที่จะจัดการมะเร็งได้ แต่การวิัจัยนี้สำเร็จเพียงในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่ได้ทำการทดสอบในมนุษย์จริงๆ อย่างไรก็ตามนักวิจัยเชื่อว่ามันต้องเป็นไปได้ การวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร journal Gene Therapy เน้นศึกษาที่ dendritic cells ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน dendritic cells ทำงานโดยอาศัยการทำงานของแอนติเจน แอนติเจนจะช่วยบอกระบบภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่จะต้องต่อต้านทำลาย ดังนั้น ถ้าเราทำให้แอนติเจนต่อต้านต่อเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งก็จะเป็นเป้าหมายที่ระบบภูมิคุ้มกันต้องทำลาย Dr Paul Fairchild แห่งสถาบันเซลล์ต้นกำเนิดแห่้ง Oxford กล่าวว่า การทดลองกับ dendritic ซึ่งเก็บมาจากเลือดนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น ดังนั้นทีมของ Dr Fairchild จึงได้ใช้เทคโนโลยีสเตมเซลล์ขั้นสูงในการสร้างเซลล์ dendritic ซึ่งเพาะมาจากผิวหนังของผู้ป่วยเอง ซึ่งเป็นตัวชี้เป้าที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันที่สุด การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ dendritic สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี นอกจากนั้นยังสามารถฆ่าเซลล์อื่นๆ ได้ด้วย Dr Fairchild กล่าวว่า ผู้ป่วยจะสามารถที่จะได้รับการรักษามะเร็งได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง เพื่อการรักษาที่ดีที่สุด  แต่ Dr Fairchild ก็ยอมรับว่า การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/56606000/jpg/_56606313_005646582-1.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/56606000/jpg/_56606313_005646582-1.jpg" alt="ผิวหนังสามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันช่วยต้านมะเร็งได้" width="182" height="103" />นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความเป็นไปได้ของการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ โดยอาจใช้ผิวหนังของตัวผู้ป่วยเองช่วยรักษามะเร็งได้<span id="more-936"></span></p>
<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถที่จะจัดการมะเร็งได้ แต่การวิัจัยนี้สำเร็จเพียงในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่ได้ทำการทดสอบในมนุษย์จริงๆ อย่างไรก็ตามนักวิจัยเชื่อว่ามันต้องเป็นไปได้</p>
<p>การวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร journal Gene Therapy เน้นศึกษาที่ dendritic cells ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน</p>
<p>dendritic cells ทำงานโดยอาศัยการทำงานของแอนติเจน แอนติเจนจะช่วยบอกระบบภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่จะต้องต่อต้านทำลาย ดังนั้น ถ้าเราทำให้แอนติเจนต่อต้านต่อเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งก็จะเป็นเป้าหมายที่ระบบภูมิคุ้มกันต้องทำลาย</p>
<p>Dr Paul Fairchild แห่งสถาบันเซลล์ต้นกำเนิดแห่้ง Oxford กล่าวว่า การทดลองกับ dendritic ซึ่งเก็บมาจากเลือดนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น</p>
<p>ดังนั้นทีมของ Dr Fairchild จึงได้ใช้เทคโนโลยีสเตมเซลล์ขั้นสูงในการสร้างเซลล์ dendritic ซึ่งเพาะมาจากผิวหนังของผู้ป่วยเอง ซึ่งเป็นตัวชี้เป้าที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันที่สุด</p>
<p>การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ dendritic สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี นอกจากนั้นยังสามารถฆ่าเซลล์อื่นๆ ได้ด้วย</p>
<p>Dr Fairchild กล่าวว่า ผู้ป่วยจะสามารถที่จะได้รับการรักษามะเร็งได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง เพื่อการรักษาที่ดีที่สุด  แต่ Dr Fairchild ก็ยอมรับว่า การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะมีอุปสรรคอยู่สองสิ่งคือ ค่าใช้จ่าย และวิธีที่ปลอดภัยในการผลิตเซลล์ต้นกำเนิด</p>
<p>ข้อมูลจาก BBC News Health</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b/" title="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น"><img src="6275" alt="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" title="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม"><img src="10623" alt="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/" title="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา"><img src="9637" alt="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/" title="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์"><img src="11519" alt="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Oct 2011 14:44:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กลไกการป้องกันตัวของพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[พืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=930</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นอาชีพที่นำรายได้หลักเข้าสู่ประเทศคืออาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม พืชผลต่าง ก็เสียหายและตายลงอันเนื่องมาจากน้ำท่วมขัง ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก แต่การวิจัยโดยนักวิิจัยชาวสหรัฐอเมริกาและอังกฤษล่าสุด ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงจากความเสียหายเหล่านี้ได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและมหาวิทยาลัยนอร์ทติงแฮม ค้นพบกลไกการป้องกันตัวของพืช โดยกลไกที่ว่านี้จะควบคุมโปรตีนชนิดหนึ่งของพืช โดยจะควบคุมโปรตีนตัวนี้ให้ไม่เสถียรเมื่อพืชได้รับออกซิเจนในระดับตามปกติคืออยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อน้ำท่วมราก ลำต้น หรือใบ ทำให้โปรตีนนี้กลับมาเสถียร กล่าวคือกลับมาทำงานเพื่อควบคุมให้พืชได้รับออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิตตามปกติในภาวะที่น้ำท่วมพืช ข้อมูลจาก : VOA News &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" title="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/thwmnaa.jpg" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/thwmnaa.jpg" alt="" width="234" height="156" />สำหรับประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นอาชีพที่นำรายได้หลักเข้าสู่ประเทศคืออาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม พืชผลต่าง ก็เสียหายและตายลงอันเนื่องมาจากน้ำท่วมขัง ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก แต่การวิจัยโดยนักวิิจัยชาวสหรัฐอเมริกาและอังกฤษล่าสุด ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงจากความเสียหายเหล่านี้ได้<span id="more-930"></span></p>
<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและมหาวิทยาลัยนอร์ทติงแฮม ค้นพบกลไกการป้องกันตัวของพืช โดยกลไกที่ว่านี้จะควบคุมโปรตีนชนิดหนึ่งของพืช โดยจะควบคุมโปรตีนตัวนี้ให้ไม่เสถียรเมื่อพืชได้รับออกซิเจนในระดับตามปกติคืออยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อน้ำท่วมราก ลำต้น หรือใบ ทำให้โปรตีนนี้กลับมาเสถียร กล่าวคือกลับมาทำงานเพื่อควบคุมให้พืชได้รับออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิตตามปกติในภาวะที่น้ำท่วมพืช</p>
<p>ข้อมูลจาก : VOA News</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/" title="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา"><img src="9637" alt="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/" title="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์"><img src="11519" alt="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/" title="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก"><img src="11352" alt="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Oct 2011 09:25:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โทรศัพท์มือถือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=923</guid>
		<description><![CDATA[การวิจัยเพิ่มเติมล่าสุดแสดงให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือนั้นไม่ได้ส่งผลให้เกิดมะเร็งสมองแต่อย่างใด ความเสี่ยงที่โทรศัพท์มือถืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายนั้นได้ถูกวิพากย์วิจารณ์กันมากขึ้นตลอดช่วง 20 ปีี่ผ่านมานี้ตามอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือที่สูงขึ้น การวิจัยล่าสุดนำโดยสถาบันระบาดวิทยาโรคมะเร็งในเดนมาร์ก กำลังจับตาผู้คนกว่า 350,000 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงเวลา 18 ปี จากการวิจัยนักวิจัยสรุปว่า ไม่มีความเสี่ยงที่ร้ายแรงใดๆ มากไปกว่าบุคคลทั่วๆไป ที่จะเป็นมะเร็งสมอง แต่อย่างไรก็ตามโทรศัพท์มือถืออาจจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษยังคงเตือนว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีควรใช้โทรศัพท์มือถือแต่จำเป็นเท่านั้น และใช้เวลาถือสายให้สั้นที่สุด การวิจัยของนักวิจัยชาวเดนมาร์กพบว่า ไม่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่สมองและระบบประสาทส่วนกลางระหว่างผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือและผู้ที่มิได้ใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือไม่ว่าผู้ที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือจะเป็นผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมานาน 13 ปีหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงก็ไม่สูงเลย แต่นักวิจัยกล่าวว่า ยังคงต้องมีการติดตามเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้โทรศัพท์มือถือไม่ทำให้มะเร็งลุกลามขึ้นในระยะยาว และเพื่อให้ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อเด็ก Hazel Nunn สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยนี้ว่า ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสมองหรือมะเร็งในระบบประสาทส่วนกลางในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่าการวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางอย่าง คือการวิจัยนี้ไม่ได้รวมกลุ่มนักธุรกิจ ที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารในการทำธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่มา : BBC News Health ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/53809000/jpg/_53809159_012115820-1.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/53809000/jpg/_53809159_012115820-1.jpg" alt="" width="243" height="137" />การวิจัยเพิ่มเติมล่าสุดแสดงให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือนั้นไม่ได้ส่งผลให้เกิดมะเร็งสมองแต่อย่างใด<span id="more-923"></span></p>
<p>ความเสี่ยงที่โทรศัพท์มือถืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายนั้นได้ถูกวิพากย์วิจารณ์กันมากขึ้นตลอดช่วง 20 ปีี่ผ่านมานี้ตามอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือที่สูงขึ้น</p>
<p>การวิจัยล่าสุดนำโดยสถาบันระบาดวิทยาโรคมะเร็งในเดนมาร์ก กำลังจับตาผู้คนกว่า 350,000 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงเวลา 18 ปี จากการวิจัยนักวิจัยสรุปว่า ไม่มีความเสี่ยงที่ร้ายแรงใดๆ มากไปกว่าบุคคลทั่วๆไป ที่จะเป็นมะเร็งสมอง แต่อย่างไรก็ตามโทรศัพท์มือถืออาจจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษยังคงเตือนว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีควรใช้โทรศัพท์มือถือแต่จำเป็นเท่านั้น และใช้เวลาถือสายให้สั้นที่สุด</p>
<p>การวิจัยของนักวิจัยชาวเดนมาร์กพบว่า ไม่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่สมองและระบบประสาทส่วนกลางระหว่างผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือและผู้ที่มิได้ใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือไม่ว่าผู้ที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือจะเป็นผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมานาน 13 ปีหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงก็ไม่สูงเลย</p>
<p>แต่นักวิจัยกล่าวว่า ยังคงต้องมีการติดตามเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้โทรศัพท์มือถือไม่ทำให้มะเร็งลุกลามขึ้นในระยะยาว และเพื่อให้ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อเด็ก</p>
<p>Hazel Nunn สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยนี้ว่า ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสมองหรือมะเร็งในระบบประสาทส่วนกลางในผู้ใหญ่</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่าการวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางอย่าง คือการวิจัยนี้ไม่ได้รวมกลุ่มนักธุรกิจ ที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารในการทำธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ</p>
<p>ที่มา : BBC News Health</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/smart-phone-can-measure-radiatio/" title="สมาร์ทโฟนสามารถตรวจวัดระดับรังสีได้"><img src="7081" alt="สมาร์ทโฟนสามารถตรวจวัดระดับรังสีได้" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b/" title="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น"><img src="6275" alt="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/" title="โทรศัพท์มือถือส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในสมอง"><img src="8336" alt="โทรศัพท์มือถือส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" title="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม"><img src="10623" alt="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Oct 2011 14:54:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน]]></category>
		<category><![CDATA[สารอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[แร่ธาตุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=913</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อนึกถึงวิตามิน ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่มักจะนึกว่ามันเป็นสิ่งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ แต่นักวิจัยเชื่อว่า การให้วิตามินเสริมนั้นจำเป็นและเป็นประโยชน์จริงๆสำหรับผู้ที่ขาดสารอาหารซึ่งต้องได้รับสารอาหารเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ผลการวิจัยทางการแพทย์พบ หากได้รับวิตามินเสริมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ สตรีส่วนใหญ่เมื่อถึงวัยอายุ 50-60 ปี ก็มักจะตัดสินใจบริโภคอาหารเสริม ผลการวิจัยพบว่า วิตามินและแร่ธาตุเสริมได้แก่ วิตามินรวม กรดโฟลิก วิตามินบี 6 สังกะสี ทองแดง และเหล็ก ทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น นักวิจัยคิดว่า การที่ผู้บริโภคซื้ออาหารเสริมมารับประทานนั้น ผู้บริโภคไม่ทราบเลยว่าการที่ซื้อมารับประทานนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง นักวิัจัยได้ทำการวิจัยกับสตรีชาวสหรัฐอเมริกากว่า 38,000 คน ที่บริโภคอาหารเสริมมากว่า 2 ทศวรรษ ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า ธาตุอาหารเสริมควรจะใช้สำหรับผู้ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น กล่าวคือมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ป่วยต้องการธาตุอาหารจริง เพราะว่า ธาตุอาหารเสริมเหล่านั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ จากการวิจัย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นธาตุเหล็กนั้นมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเสียชีวิตมากที่สุดที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.4 % ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ กล่าวคือถ้าได้รับในปริมาณมากอัตราความเสี่ยงก็มากตามไปด้วย แต่ตรงกันข้าม กลับพบว่าแคลเซียมนั้นดูเหมือนว่าจะลดอัตราการเสียชีวิตได้  อย่างไรผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด เพราะต้องได้รับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีก ดังนั้นคณะนักวิจัยจึงไม่แนะนำให้บริโภคแคลเซียม นอกเสียจากว่าแพทย์เป็นผู้สั่งเพื่อการรักษาโรค Drs Christian Gluud และ Goran Bjelakovic ผู้สังเกตการณ์การวิจัยจาก Cochrane [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 229px"><img class=" " title="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/55950000/jpg/_55950044_vitaminsspl.jpg" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/55950000/jpg/_55950044_vitaminsspl.jpg" alt="" width="219" height="123" /><p class="wp-caption-text">ผู้เชี่ยวชาญชี้ การรับประทานที่มีประโยชน์นั้นช่วยให้เราได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารเสริม</p></div>
<p>เมื่อนึกถึงวิตามิน ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่มักจะนึกว่ามันเป็นสิ่งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ แต่นักวิจัยเชื่อว่า การให้วิตามินเสริมนั้นจำเป็นและเป็นประโยชน์จริงๆสำหรับผู้ที่ขาดสารอาหารซึ่งต้องได้รับสารอาหารเพิ่มเติมเท่านั้น<span id="more-913"></span></p>
<p>แต่ผลการวิจัยทางการแพทย์พบ หากได้รับวิตามินเสริมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้</p>
<p>สตรีส่วนใหญ่เมื่อถึงวัยอายุ 50-60 ปี ก็มักจะตัดสินใจบริโภคอาหารเสริม</p>
<p>ผลการวิจัยพบว่า วิตามินและแร่ธาตุเสริมได้แก่ วิตามินรวม กรดโฟลิก วิตามินบี 6 สังกะสี ทองแดง และเหล็ก ทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>นักวิจัยคิดว่า การที่ผู้บริโภคซื้ออาหารเสริมมารับประทานนั้น ผู้บริโภคไม่ทราบเลยว่าการที่ซื้อมารับประทานนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง</p>
<p>นักวิัจัยได้ทำการวิจัยกับสตรีชาวสหรัฐอเมริกากว่า 38,000 คน ที่บริโภคอาหารเสริมมากว่า 2 ทศวรรษ ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า ธาตุอาหารเสริมควรจะใช้สำหรับผู้ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น กล่าวคือมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ป่วยต้องการธาตุอาหารจริง เพราะว่า ธาตุอาหารเสริมเหล่านั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้</p>
<p>จากการวิจัย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นธาตุเหล็กนั้นมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเสียชีวิตมากที่สุดที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.4 % ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ กล่าวคือถ้าได้รับในปริมาณมากอัตราความเสี่ยงก็มากตามไปด้วย</p>
<p>แต่ตรงกันข้าม กลับพบว่าแคลเซียมนั้นดูเหมือนว่าจะลดอัตราการเสียชีวิตได้  อย่างไรผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด เพราะต้องได้รับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีก ดังนั้นคณะนักวิจัยจึงไม่แนะนำให้บริโภคแคลเซียม นอกเสียจากว่าแพทย์เป็นผู้สั่งเพื่อการรักษาโรค</p>
<p>Drs Christian Gluud และ Goran Bjelakovic ผู้สังเกตการณ์การวิจัยจาก Cochrane Database of Systematic Reviews แสดงความคิดเห็นว่า ความคิดที่ว่า ยิ่งบริโภคอาหารเสริมมากยิ่งดี เป็นความคิดที่ผิด พวกเขากล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการใช้สารอาหารเสริมได้เปลี่ยนจากการใช้เพื่อป้องตนเองจากการขาดสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ มาเป็นเพื่อการบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดีและป้องกันตนเองจากโรคร้ายต่างๆ แต่คำเตือนก็คือ การรับประทานสารอาหารเสริมทุกชนิด การรับประทานอย่างไม่เพียงพอหรือการรับประทานมากเกินความจำเป็นนั้นอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้</p>
<p>Helen Bond จากสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษ กล่าวว่า การรับประทานแร่ธาตุเสริมนั้นอาจจะจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่มีความต้องการจะได้รับวิตามินบางชนิด เช่นผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีมีความจำเป็นต้องได้รับวิตามิน D แต่สำหรับคนปกติแนะนำว่าควรจะได้รับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ตามความต้องการของร่างกายจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีสารอาหารต่างๆ ครบถ้วนก็เพียงพอแ้ล้ว แต่บางคนที่รับประทานธาตุอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดี การรับประทานอย่างผิดๆ นั้น ในหลายๆ คนมันทำให้เกิดการเป็นพิษและส่งผลเสียต่อร่างกายได้</p>
<p>ที่มา : BBCNews Health</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" title="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม"><img src="10623" alt="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/" title="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์"><img src="11519" alt="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/" title="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก"><img src="11352" alt="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2011 15:03:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[artificial leaf]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานจากแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ใบไม้เทียม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=905</guid>
		<description><![CDATA[Daniel Nocera นักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้ผลิตสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเขาเรียกว่า &#8220;ใบไม้เทียม&#8221;ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายใบไม้จริงที่มีชีวิต แต่ต่างกันตรงที่สิ่งประดิษฐ์ใบไม้เทียมนี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นเชื้อเพลิงเคมี ซึ่งสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในภายหลัง ใบไม้เทียม ซึ่งทำมาจากโซลาร์เซลล์ที่ทำมาจากซิลิคอน กับวัสดุเร่งปฏิกิริยาซึ่งติดไว้ทั้งสองด้านของสิ่งประดิษฐ์ สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือสายเชื่อมต่อใดๆ โยงให้วุ่นวาย เพียงนำ &#8220;ใบไม้เทียม&#8221; ไปวางไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำ จากนั้นก็นำไว้วางไว้ให้ถูกแสงแดด ใบไม้เทียมจะเริ่มต้นสร้างฟองแก๊สขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยด้านหนึ่งทำการสร้างฟองแก๊สออกซิเจน อีกด้านหนึ่งจะสร้างแก๊สไฮโดรเจน ซึ่งถ้าเรานำใบไม้เทียมนี้ไปวางให้สามารถแยกฟองแก๊สทั้งสองชนิดนี้ออกจากกัน ก็จะสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานไว้ใช้ในภาพหลังได้ ตัวอย่างเช่นนำฟองแก๊สทั้งสองชนิดคือแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจนนำมาผสมกันเป็นน้ำในขณะที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขณะเกิดปฏิกิริยาก็สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ Nocera อธิบายว่า อุปกรณ์นี้ผลิตจากวัสดุซึ่งมีอยู่ทั่วไปบนโลก ซึ่งมีราคาไม่แพง ส่วนใหญ่เป็นซิลิคอน โคบอลต์และนิกเกิล และทำงานในน้ำเปล่าปกติธรรมดา ใบไม้เทียมนี้เป็นซิลิคอนกึ่งตัวนำแผ่นบางๆ ซึ่งวัสดุดังกล่าวนี้ก็คือวัสดุชนิดเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นใบไม้เทียมนี้จึงเหมือนโซลาร์เซลล์ทุกประการ ดังนั้นเมื่อให้แสงอาทิตย์กระทบใบไม้เทียมก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าไหลเวียนทั่วทั้งแผ่น แต่บนแผ่นด้านหนึ่งจะมีโคบอลต์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคลือบไว้ ซึ่งสามารถปล่อยแก๊สออกซิเจนได้ ซึ่งวัสดุซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตเชื้อเพลิงจากแสงอาทิตย์เหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดย Nocera และคณะผู้ร่วมวิจัยของเขาในปี 2008 ส่วนอีกด้านหนึ่งของแผ่นซิลิคอนนี้เคลือบไว้ด้วยโลหะผสม นิกเกิลโมลิบดีนัม และสังกะสี ซึ่งจะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของน้ำ Nocera กล่าวว่า ผมคิดว่าแนวคิดนี้น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เพราะมีข้อดีหลายประการเช่น ไม่ต้องมีสายไฟ มีน้ำหนักเบามาก และไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เสริมให้ยุ่งยาก เพียงแค่คอยดักจับและเก็บฟองแก๊สที่ลอยออกมา เพียงแค่ใส่มันลงในแก้วน้ำ ม้ันก็จะผลิตแก๊สออกมาทันที ขณะเดียวกัน Nocera  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 231px"><img class=" " title="http://img.mit.edu/newsoffice/images/article_images/20110929082446-1.jpg" src="http://img.mit.edu/newsoffice/images/article_images/20110929082446-1.jpg" alt="" width="221" height="147" /><p class="wp-caption-text">ใบไม้เทียม (Artificial leaf)</p></div>
<p>Daniel Nocera นักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้ผลิตสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเขาเรียกว่า &#8220;ใบไม้เทียม&#8221;ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายใบไม้จริงที่มีชีวิต แต่ต่างกันตรงที่สิ่งประดิษฐ์ใบไม้เทียมนี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นเชื้อเพลิงเคมี ซึ่งสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในภายหลัง<span id="more-905"></span></p>
<p>ใบไม้เทียม ซึ่งทำมาจากโซลาร์เซลล์ที่ทำมาจากซิลิคอน กับวัสดุเร่งปฏิกิริยาซึ่งติดไว้ทั้งสองด้านของสิ่งประดิษฐ์ สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือสายเชื่อมต่อใดๆ โยงให้วุ่นวาย เพียงนำ &#8220;ใบไม้เทียม&#8221; ไปวางไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำ จากนั้นก็นำไว้วางไว้ให้ถูกแสงแดด ใบไม้เทียมจะเริ่มต้นสร้างฟองแก๊สขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยด้านหนึ่งทำการสร้างฟองแก๊สออกซิเจน อีกด้านหนึ่งจะสร้างแก๊สไฮโดรเจน ซึ่งถ้าเรานำใบไม้เทียมนี้ไปวางให้สามารถแยกฟองแก๊สทั้งสองชนิดนี้ออกจากกัน ก็จะสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานไว้ใช้ในภาพหลังได้ ตัวอย่างเช่นนำฟองแก๊สทั้งสองชนิดคือแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจนนำมาผสมกันเป็นน้ำในขณะที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขณะเกิดปฏิกิริยาก็สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้</p>
<p>Nocera อธิบายว่า อุปกรณ์นี้ผลิตจากวัสดุซึ่งมีอยู่ทั่วไปบนโลก ซึ่งมีราคาไม่แพง ส่วนใหญ่เป็นซิลิคอน โคบอลต์และนิกเกิล และทำงานในน้ำเปล่าปกติธรรมดา ใบไม้เทียมนี้เป็นซิลิคอนกึ่งตัวนำแผ่นบางๆ ซึ่งวัสดุดังกล่าวนี้ก็คือวัสดุชนิดเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นใบไม้เทียมนี้จึงเหมือนโซลาร์เซลล์ทุกประการ ดังนั้นเมื่อให้แสงอาทิตย์กระทบใบไม้เทียมก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าไหลเวียนทั่วทั้งแผ่น แต่บนแผ่นด้านหนึ่งจะมีโคบอลต์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคลือบไว้ ซึ่งสามารถปล่อยแก๊สออกซิเจนได้ ซึ่งวัสดุซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตเชื้อเพลิงจากแสงอาทิตย์เหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดย Nocera และคณะผู้ร่วมวิจัยของเขาในปี 2008 ส่วนอีกด้านหนึ่งของแผ่นซิลิคอนนี้เคลือบไว้ด้วยโลหะผสม นิกเกิลโมลิบดีนัม และสังกะสี ซึ่งจะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของน้ำ</p>
<p>Nocera กล่าวว่า ผมคิดว่าแนวคิดนี้น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เพราะมีข้อดีหลายประการเช่น ไม่ต้องมีสายไฟ มีน้ำหนักเบามาก และไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เสริมให้ยุ่งยาก เพียงแค่คอยดักจับและเก็บฟองแก๊สที่ลอยออกมา เพียงแค่ใส่มันลงในแก้วน้ำ ม้ันก็จะผลิตแก๊สออกมาทันที</p>
<p>ขณะเดียวกัน Nocera  ยังเสนอแนะว่าใบไม้นี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อีก โดยอนุภาคเล็กๆ บนวัสดุเหล่านี้สามารถแยกโมเลกุลของน้ำได้เมื่อได้รับแสงแดด จึงสามารถพัฒนาให้สามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากวัสดุประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น</p>
<p>Nocera  หวังว่าในที่สุดในอนาคตแต่ละบ้านจะติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้หลักการเดียวกันนี้ แผงผลิตพลังงานนี้สามารถใช้แสงแดดในการผลิตไฮโดรเจนและออกซิเจนแล้วจะถูกนำไปเก็บไว้ในถัง  จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงเซลล์เชื้อเพลิงเมื่อใดก็ตามที่ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น ระบบดังกล่าว Nocera  หวังจะทำให้มันทำได้ง่ายและราคาถูกเพื่อที่จะทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้</p>
<p>ศาสตราจารย์ James Barber นักชีวเคมีแห่งวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน กล่าวว่า การค้นพบดัวเร่งปฏิกิริยาโคบอลต์ของ Nocera  เมื่อปี 2008 นั้นเป็นการค้นพบที่สำคัญมาก และผลการวิจัยล่าสุดนั้นมีความสำคัญเท่ากันหมด  นับตั้งแต่ปฏิกิริยาการแยกสลายน้ำโดยใช้แสงที่มองเห็นได้ นี่เป็นความสำเร็จที่สำคัญ เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด ประหยัดและมีประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นเชื้อเพลิง</p>
<p>ที่มา MIT News Massachusetts Institute of Technology</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>http://web.mit.edu/newsoffice/2011/artificial-leaf-0930.html</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" title="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม"><img src="10623" alt="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/" title="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา"><img src="9637" alt="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/" title="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก"><img src="11352" alt="เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทานอาหารที่มีประโยชน์อาจช่วยป้องกันมะเร็งได้</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/eating-natural-food-could-prevent-cancer/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/eating-natural-food-could-prevent-cancer/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Oct 2011 01:00:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ขมิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารมีประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเทศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=901</guid>
		<description><![CDATA[ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังคิดค้นเสาะหาวิธีต่างๆ ที่จะหลีกเลี่ยงป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง แต่เรากลับลืมไปว่าแค่เพียงเราเปลี่ยนมาทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็ช่วยให้เราหลีกหนีจากมะเร็งได้ พฤติกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายอย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด การดื่มสุราเป็นประจำทำให้เป็นโรคตับแข็งและเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด นอกจากนั้นอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ถ้าเรารับประทานอาหารอย่างไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งการขาดการออกกำลังกาย เครียดเป็นประจำ และโรคอ้วนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกัน แต่นักวิจัยบางคนเสนอแนะว่าการเติมเครื่องเทศบางอย่างในอาหารก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ Bharat Aggarwal นักวิจัยของ M.D. Anderson Cancer Clinic ในฮูสตัน เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องเทศนำมาทำเป็นยา  Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศบางชนิดนั้นสามารถถนอมอาหารรวมทั้งเนื้อสัตว์ได้ด้วย เพราะเครื่องเทศเหล่านั้นมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส แต่ Bharat Aggarwal มุ่งศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนั้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารหลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบหลักของผงกะหรี่ที่นิยมใช้ปรุึงอาหารกันมากในประเทศอินเดีย  แต่ทำไม Aggarwal จึงสนใจศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างไร ขมิ้นมีสาร curcumin  ซึ่งช่วยลดขนาดของเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย หรือมะเร็ง Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศหลายชนิด ตัวอย่างเช่นขมิ้นนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วยส่งเสริมสุขภาพและเป็นสารประกอบธรรมชาติและใช้ได้ผลมานานหลายพันปีแล้ว และยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย Aggarwal  เห็นว่า การทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและสารเคมีต่างๆของเครื่องเทศจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีกว่าการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านพันธุกรรมซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง อย่างไรก็ตาม Aggarwal  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" title="http://media.voanews.com/images/230*230/11cholesterol_diet11.jpg" src="http://media.voanews.com/images/230*230/11cholesterol_diet11.jpg" alt="" width="184" height="184" />ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังคิดค้นเสาะหาวิธีต่างๆ ที่จะหลีกเลี่ยงป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง แต่เรากลับลืมไปว่าแค่เพียงเราเปลี่ยนมาทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็ช่วยให้เราหลีกหนีจากมะเร็งได้<span id="more-901"></span></p>
<p>พฤติกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายอย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด การดื่มสุราเป็นประจำทำให้เป็นโรคตับแข็งและเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด นอกจากนั้นอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ถ้าเรารับประทานอาหารอย่างไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งการขาดการออกกำลังกาย เครียดเป็นประจำ และโรคอ้วนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกัน</p>
<p>แต่นักวิจัยบางคนเสนอแนะว่าการเติมเครื่องเทศบางอย่างในอาหารก็ช่วยลดความเสี่ยงได้</p>
<p>Bharat Aggarwal นักวิจัยของ M.D. Anderson Cancer Clinic ในฮูสตัน เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องเทศนำมาทำเป็นยา  Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศบางชนิดนั้นสามารถถนอมอาหารรวมทั้งเนื้อสัตว์ได้ด้วย เพราะเครื่องเทศเหล่านั้นมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส</p>
<p>แต่ Bharat Aggarwal มุ่งศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนั้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารหลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบหลักของผงกะหรี่ที่นิยมใช้ปรุึงอาหารกันมากในประเทศอินเดีย  แต่ทำไม Aggarwal จึงสนใจศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างไร</p>
<p>ขมิ้นมีสาร curcumin  ซึ่งช่วยลดขนาดของเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย หรือมะเร็ง Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศหลายชนิด ตัวอย่างเช่นขมิ้นนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วยส่งเสริมสุขภาพและเป็นสารประกอบธรรมชาติและใช้ได้ผลมานานหลายพันปีแล้ว และยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย</p>
<p>Aggarwal  เห็นว่า การทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและสารเคมีต่างๆของเครื่องเทศจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีกว่าการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านพันธุกรรมซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Aggarwal  กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศ หรือสารใดก็ตามไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาหยุดยั้งมะเร็งได้ แต่เขาเสนอว่า การรับประทานอาหารธรรมชาติที่หลากหลายครบ 5 หมู่และถูกต้องตามโภชนาการ การรับประทานและใช้ชีวิตอย่างพอประมาณเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด</p>
<p>ที่มา : Voanews.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/13-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/" title="13 วิธีหนีห่างจากมะเร็ง"><img src="3832" alt="13 วิธีหนีห่างจากมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%94/" title="ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยอนุภาคนาโนทองคำซิลิกา"><img src="2475" alt="ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยอนุภาคนาโนทองคำซิลิกา" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80/" title="โปรตีนในเนื้อเยื่อของเต้านมที่ปกติสามารถฆ่ามะเร็งได้"><img src="3076" alt="โปรตีนในเนื้อเยื่อของเต้านมที่ปกติสามารถฆ่ามะเร็งได้" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/eating-natural-food-could-prevent-cancer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดื่มเหล้ามากๆ บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/too-much-booze-blunts-immune-system/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/too-much-booze-blunts-immune-system/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 10:30:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[โทษของสุรา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=896</guid>
		<description><![CDATA[นอกจากการดื่มเหล้าจะทำให้ระดับสติปัญญาของคุณลดลงแล้ว การดื่มเหล้ายังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ ได้ง่าย เพื่อแสดงว่าแอลกอฮอล์ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไร Gyongyi Szabo จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์และคณะวิจัย ได้แสดงเม็ดเลือดขาวชนิด Monocytes ซึึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดแรกๆ ที่ทำการต่อต้านเชื้อโรค เมื่อได้รับสารเคมีซึ่งจำลองเสมือนเป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เซลล์เม็ดเลือดขาวกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดถูกกดไว้โดยแอลกอฮอล์เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ 4-5 ครั้งเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำให้ระบบภูมิค้มกันไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ แอลกอฮอล์ทำลายการป้องกันของเม็ดเลือดขาว Monocytes เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว กระทำต่อสารเคมีที่เป็นเสมือนไวรัสเทียม พวกมันจะผลิตโมเลกุลของสัญญาณที่บอกถึงการโจมตีของไวรัสซึ่งเรียกว่า  type-1 interferon ซึ่ง Monocytes ปกติผลิตขึ้น interferon  เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่มีการติดเชื้อครั้งใดที่ไม่มี interferon  ตอบสนอง Monocytes ตอบสนองต่อสารเคมีที่ไวรัสสร้างขึ้น มันจะสร้างสาร type-1 interferon นอกจากจะสร้าง interferon แล้วยังสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเรียกว่า tumour necrosis factor-alpha ซึ่งสารทั้งสองชนิดสำคัญต่อการเริ่มต้นของการอักเสบเพื่อตอบสนองกับแบคทีเรีย ซึ่งการผลิตสารนี้อย่างต่อเนื่องอาจทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้ Szabo กล่าวว่า ผลนั้นตรงกับหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ที่ดื่มหนักมักจะมีการป้องกันของระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆน้อยลง ในการวิจัยอื่นๆ Mark Hutchinson  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" title="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn20983/dn20983-1_300.jpg" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn20983/dn20983-1_300.jpg" alt="" width="210" height="160" />นอกจากการดื่มเหล้าจะทำให้ระดับสติปัญญาของคุณลดลงแล้ว การดื่มเหล้ายังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ ได้ง่าย<span id="more-896"></span></p>
<p>เพื่อแสดงว่าแอลกอฮอล์ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไร Gyongyi Szabo จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์และคณะวิจัย ได้แสดงเม็ดเลือดขาวชนิด Monocytes ซึึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดแรกๆ ที่ทำการต่อต้านเชื้อโรค เมื่อได้รับสารเคมีซึ่งจำลองเสมือนเป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เซลล์เม็ดเลือดขาวกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดถูกกดไว้โดยแอลกอฮอล์เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ 4-5 ครั้งเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำให้ระบบภูมิค้มกันไม่สามารถทำงานได้เต็มที่</p>
<p>แอลกอฮอล์ทำลายการป้องกันของเม็ดเลือดขาว Monocytes เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว กระทำต่อสารเคมีที่เป็นเสมือนไวรัสเทียม พวกมันจะผลิตโมเลกุลของสัญญาณที่บอกถึงการโจมตีของไวรัสซึ่งเรียกว่า  type-1 interferon ซึ่ง Monocytes ปกติผลิตขึ้น</p>
<p>interferon  เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่มีการติดเชื้อครั้งใดที่ไม่มี interferon  ตอบสนอง</p>
<p>Monocytes ตอบสนองต่อสารเคมีที่ไวรัสสร้างขึ้น มันจะสร้างสาร type-1 interferon นอกจากจะสร้าง interferon แล้วยังสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเรียกว่า tumour necrosis factor-alpha ซึ่งสารทั้งสองชนิดสำคัญต่อการเริ่มต้นของการอักเสบเพื่อตอบสนองกับแบคทีเรีย ซึ่งการผลิตสารนี้อย่างต่อเนื่องอาจทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้</p>
<p>Szabo กล่าวว่า ผลนั้นตรงกับหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ที่ดื่มหนักมักจะมีการป้องกันของระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆน้อยลง</p>
<p>ในการวิจัยอื่นๆ Mark Hutchinson  มหาวิทยาลัยแอดิเลด ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าจากผลการวิจัยแสดงว่าคนที่ดื่มหนักจะมีสารเคมีที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันน้อยกว่าปกติ</p>
<p>Hutchinson และคณะได้ทำการวิจัยในหนูทดลองซึ่งมีเม็ดเลือดขาวชนิด Monocytes ชนิดเดียวกัน โดยทำการทดลองที่สมองของหนูเพื่อให้เหมือนกับว่าทำการวิจัยกับนักดื่ม</p>
<p>Hutchinson กล่าวว่า เรากำลังตรวจวัดเซลล์ภูมิคุ้มกันในสมอง ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดที่เปลี่ยนไปจากเซลล์ภูมิคุ้มกันในเลือด</p>
<p>คณะวิจัยของ Hutchinson ค้นพบว่าการปิดกั้นตัวรับสารต่อต้านแบคทีเรียบน Monocytes  ในสมองของหนู ทำให้หนูเกิดอาการงุ่มง่ามซุ่มซ่ามเมื่อได้รับแอลกอฮอล์</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b/" title="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น"><img src="6275" alt="ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งมากขึ้น" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/too-much-booze-blunts-immune-system/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2011 08:07:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ดาราศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวพัลซาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวฤกษ์ระบบคู่]]></category>
		<category><![CDATA[เพชร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=881</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อหรือไม่ว่า ในดาราจักรทางช้างเผือกของเรานั้น มีเพชรขนาดใหญ่เท่าดาวเนปจูน ซึ่งดาวเคราะห์เพชรนี้อยู่ห่างจากโลกไปเพียง 4,000 ปีแสงเท่านั้น นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ที่มีมวลมากดวงหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในรูปของของแข็งที่มีลักษณะเป็นเพชรซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก ดาวเคราะห์เพชรดวงนี้โคจรรอบดาวพัลซาร์ พีเอสอาร์ เจ 1719-1438 (PSR J1719-1438) ซึ่งค้นพบโดยคณะนักวิจัยนานาชาติที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ไซโร (CSIRO) ของหอดูดาวพากส์ในออสเตรเลีย การสำรวจของคณะนี้ทำโดยถ่ายภาพตามจุดต่าง ๆ ของท้องฟ้าต่างกัน 90,000 จุด แต่ละจุดใช้เวลารับแสงนาน 9 นาที แต่ว่าดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่ของดา่วเคราะห์เพชรดวงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาวพัลซาร์เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลมากได้ยุบลงไปเป็นดาวนิวตรอน ดาวพัลซาร์ทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 กิโลเมตร ดาวพัลซาร์จะยิงคลื่นวิทยุออกมาเป็นลำและกวาดออกไปในอวกาศ หากลำนั้นชี้มายังโลก และมีกล้องโทรทรรศน์ส่องอยู่ที่ตำแหน่งนั้น กล้องก็จะมองเห็นคลื่นวิทยุแผ่ออกมาเป็นพัลส์ช่วงสั้น ๆ หากพัลซาร์นั้นมีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่ด้วย แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะรบกวนพัลส์นี้ซึ่งตรวจจับได้ และนี่คือสาเหตุที่นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์เพชรดวงนี้ซึ่งโคจรรอบพัลซาร์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์พบอีกว่าดาวพัลซาร์นี้เป็นดาวที่มีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ เป็นบริวารมากถึงร้อยละ 70 ของดาวพัลซาร์ทั้งหมด จากการวิเคราะห์การกล้ำของพัลส์วิทยุ ทำให้สามารถวัดคาบของการโจรรอบดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่  ระยะห่างจากดาวแม่ และขนาดของดาวบริวารดวงนี้ได้ พบว่าดาวบริวารนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60,000 กิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มันก็มีความหนาแน่นมากกว่าดาวพฤหัสบดีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 142,984 กิโลเมตร เมื่อนักดาราศาสตร์ทำการวัดและวิเคราะห์รูปแบบการโคจร รวมทั้งมวลที่ไม่ธรรมดาของดาวเคราะห์ดวงนี้แล้ว นักดาราศาสตร์จึงคาดว่าที่มาที่ไปของดาวเคราะห์ดวงนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และแล้วนักดาราศาสตร์ก็พบว่า ดาวบริวารดวงนี้เคยเป็นหนึ่งในดาวพัลซาร์แฝดที่เคยโคจรรอบกันและกันมาก่อน (bizarre binary system) และต่อมาดาวพัลซาร์ดวงนี้ได้ลดขนาดลงกลายเป็นดาวที่มีแต่แกนซึ่งเป็นเพชร เมื่อดาวพัลซาร์ทั้งสองโคจรรอบกันและกัน และต่อมาดาวทั้งสองก็ได้โคจรเข้าใกล้กันเรื่อยๆ จนกระทั่งดาวพัลซาร์ดวงหนึ่งได้ดึงดูดผิวของดาวฤกษ์ที่ประกอบด้วยธาตุเบาอย่างไฮโดรเจนและฮีเลียมไป เิหลือแต่แกนซึ่งเป็นคาร์บอนแข็ง และด้วยความดันมหาศาลจึงทำให้คาร์บอนแข็งอยู่ในรูปของเพชรนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเพชรที่อยู่บนดาวดวงนี้มีความหนาแน่นมากกว่าเพชรที่อยู่บนโลกมาก ส่วนดาวพัลซาร์ J1719-1438 เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแย่งสสารก็เข้าสู่ภาวะสมดุล เป็นพัลซาร์มิลลิวินาทีที่หมุนรอบตัวเองเร็วถึง 10,000 รอบต่อนาที ที่มา : DiscoveryNews : [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 218px"><img title="http://news.discovery.com/space/2011/08/25/diamond-star-zoom.jpg" src="http://news.discovery.com/space/2011/08/25/diamond-star-zoom.jpg" alt="" width="208" height="208" /><p class="wp-caption-text">ดาวพัลซาร์และดาวบริวารซึ่งอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือก อยู่ห่างจากโลก 4,000 ปีแสง ในกลุ่มดาวงู</p></div>
<p>เชื่อหรือไม่ว่า ในดาราจักรทางช้างเผือกของเรานั้น มีเพชรขนาดใหญ่เท่าดาวเนปจูน ซึ่งดาวเคราะห์เพชรนี้อยู่ห่างจากโลกไปเพียง 4,000 ปีแสงเท่านั้น<span id="more-881"></span></p>
<p>นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ที่มีมวลมากดวงหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในรูปของของแข็งที่มีลักษณะเป็นเพชรซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก</p>
<p>ดาวเคราะห์เพชรดวงนี้โคจรรอบดาวพัลซาร์ พีเอสอาร์ เจ 1719-1438 (PSR J1719-1438) ซึ่งค้นพบโดยคณะนักวิจัยนานาชาติที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ไซโร (CSIRO) ของหอดูดาวพากส์ในออสเตรเลีย การสำรวจของคณะนี้ทำโดยถ่ายภาพตามจุดต่าง ๆ ของท้องฟ้าต่างกัน 90,000 จุด แต่ละจุดใช้เวลารับแสงนาน 9 นาที</p>
<p>แต่ว่าดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่ของดา่วเคราะห์เพชรดวงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาวพัลซาร์เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลมากได้ยุบลงไปเป็นดาวนิวตรอน ดาวพัลซาร์ทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 กิโลเมตร ดาวพัลซาร์จะยิงคลื่นวิทยุออกมาเป็นลำและกวาดออกไปในอวกาศ หากลำนั้นชี้มายังโลก และมีกล้องโทรทรรศน์ส่องอยู่ที่ตำแหน่งนั้น กล้องก็จะมองเห็นคลื่นวิทยุแผ่ออกมาเป็นพัลส์ช่วงสั้น ๆ หากพัลซาร์นั้นมีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่ด้วย แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะรบกวนพัลส์นี้ซึ่งตรวจจับได้ และนี่คือสาเหตุที่นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์เพชรดวงนี้ซึ่งโคจรรอบพัลซาร์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์พบอีกว่าดาวพัลซาร์นี้เป็นดาวที่มีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ เป็นบริวารมากถึงร้อยละ 70 ของดาวพัลซาร์ทั้งหมด</p>
<p>จากการวิเคราะห์การกล้ำของพัลส์วิทยุ ทำให้สามารถวัดคาบของการโจรรอบดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่  ระยะห่างจากดาวแม่ และขนาดของดาวบริวารดวงนี้ได้ พบว่าดาวบริวารนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60,000 กิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มันก็มีความหนาแน่นมากกว่าดาวพฤหัสบดีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 142,984 กิโลเมตร</p>
<p>เมื่อนักดาราศาสตร์ทำการวัดและวิเคราะห์รูปแบบการโคจร รวมทั้งมวลที่ไม่ธรรมดาของดาวเคราะห์ดวงนี้แล้ว นักดาราศาสตร์จึงคาดว่าที่มาที่ไปของดาวเคราะห์ดวงนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และแล้วนักดาราศาสตร์ก็พบว่า ดาวบริวารดวงนี้เคยเป็นหนึ่งในดาวพัลซาร์แฝดที่เคยโคจรรอบกันและกันมาก่อน (bizarre binary system) และต่อมาดาวพัลซาร์ดวงนี้ได้ลดขนาดลงกลายเป็นดาวที่มีแต่แกนซึ่งเป็นเพชร</p>
<p>เมื่อดาวพัลซาร์ทั้งสองโคจรรอบกันและกัน และต่อมาดาวทั้งสองก็ได้โคจรเข้าใกล้กันเรื่อยๆ จนกระทั่งดาวพัลซาร์ดวงหนึ่งได้ดึงดูดผิวของดาวฤกษ์ที่ประกอบด้วยธาตุเบาอย่างไฮโดรเจนและฮีเลียมไป เิหลือแต่แกนซึ่งเป็นคาร์บอนแข็ง และด้วยความดันมหาศาลจึงทำให้คาร์บอนแข็งอยู่ในรูปของเพชรนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเพชรที่อยู่บนดาวดวงนี้มีความหนาแน่นมากกว่าเพชรที่อยู่บนโลกมาก</p>
<p>ส่วนดาวพัลซาร์ J1719-1438 เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแย่งสสารก็เข้าสู่ภาวะสมดุล เป็นพัลซาร์มิลลิวินาทีที่หมุนรอบตัวเองเร็วถึง 10,000 รอบต่อนาที</p>
<p>ที่มา : DiscoveryNews</p>
<p>: The Thai Astronomical Society</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4  class="related_post_title">ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ</h4><ul class="related_post"><li><a href="http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/" title="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง"><img src="10719" alt="ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" title="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม"><img src="10623" alt="นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/" title="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง"><img src="10837" alt="โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/" title="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา"><img src="9637" alt="วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา" /></a></li><li><a href="http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/" title="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์"><img src="11519" alt="ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์" /></a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

