<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sciencenaru.com</title>
	<atom:link href="http://www.sciencenaru.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sciencenaru.com</link>
	<description>บล็อกข่าววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 May 2013 13:14:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<item>
		<title>WeatherSignal แอพฯเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นสถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 May 2013 09:59:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[S4]]></category>
		<category><![CDATA[Sumsung Galaxy S4]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[พยากรณ์อากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1159</guid>
		<description><![CDATA[โดยปกติแล้ว การรายงานสภาพอากาศทั่วไปนั้นจะบอกคุณเพียงแค่ว่าวันนี้สภาพอากาศน่าจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกต้อง เป็นไปตามที่รายงานมาเสมอไป  แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าจะช่วยเปลี่ยนแปลงความไม่แน่นอนเหล่านี้ได้ โดยการใช้สมาร์ทโฟนเป็นสถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่ขนาดย่อม โดย WeatherSignal จะนำข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยามาจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android และนำข้อมูลดังกล่าวมาระบุสถานที่ที่มาของข้อมูลเหล่านั้น Samuel Johnson โฆษกของบริษัท OpenSignal ประเทศสหราชอาณาจักร ผู้พัฒนาแอพฯ WeatherSignal  กล่าวว่า แอพฯ นี้ต้องการให้เจ้าของสมาร์ทโฟนได้รับข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาที่เป็นความจริงจากสมาร์ทโฟนของตนเอง ไม่ใช่การทำนายจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา โดยผู้ผลิตต้องติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากลงในสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจากค่าย Samsung คือ Samsung Galaxy S4 ซึ่ง Johnson บอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีเซ็นเซอร์เหมาะสมกับแอพฯ WeatherSignal มากที่สุด และมันก็แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของสมาร์ทโฟนอีกด้วย Johnsonกล่าวเสริม เหตุที่ Johnson บอกว่า  Samsung Galaxy S4 เหมาะสมกับแอพฯ นี้ที่สุดก็เพราะว่า S4 นั้นมีเซ็นเซอร์ที่สำคัญทางด้านอุตุนิยมวิทยามากมาย เช่น เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของอากาศ บารอมิเตอร์ สำหรับวัดความกดอากาศ(ความดันอากาศ) ไฮโกรมิเตอร์ สำหรับวัดความชื้นของอากาศ และ magnetometer สำหรับวัดความเข้มสนามแม่เหล็กโลก และยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงใช้สำหรับตรวจจับความเข้มแสงในบริเวณรอบๆ เพื่อใช้ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติอีกด้วย Johnson และคณะ กล่าวว่า แอพของเราจะช่วยให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้ทราบสภาพอากาศที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้อยู่ โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องติดตามข่าวอุตุนิยมวิทยาเลยก็ได้ เพราะสมาร์ทโฟนของคุณก็สามารถเป็นสถานีตรวจอากาศประจำตัวคุณได้ทันทีที่ดาวน์โหลดแอพฯ ของเรามาใช้ร่วมกับการทำงานของเซ็นเซอร์ต่างๆ ในโทรศัพท์ของคุณ [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" alt="" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn23506/dn23506-1_300.jpg" width="240" height="426" />โดยปกติแล้ว การรายงานสภาพอากาศทั่วไปนั้นจะบอกคุณเพียงแค่ว่าวันนี้สภาพอากาศน่าจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกต้อง เป็นไปตามที่รายงานมาเสมอไป  แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าจะช่วยเปลี่ยนแปลงความไม่แน่นอนเหล่านี้ได้ โดยการใช้สมาร์ทโฟนเป็นสถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่ขนาดย่อม โดย WeatherSignal จะนำข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยามาจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android และนำข้อมูลดังกล่าวมาระบุสถานที่ที่มาของข้อมูลเหล่านั้น<span id="more-1159"></span></p>
<p>Samuel Johnson โฆษกของบริษัท OpenSignal ประเทศสหราชอาณาจักร ผู้พัฒนาแอพฯ WeatherSignal  กล่าวว่า แอพฯ นี้ต้องการให้เจ้าของสมาร์ทโฟนได้รับข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาที่เป็นความจริงจากสมาร์ทโฟนของตนเอง ไม่ใช่การทำนายจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา โดยผู้ผลิตต้องติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากลงในสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจากค่าย Samsung คือ Samsung Galaxy S4 ซึ่ง Johnson บอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีเซ็นเซอร์เหมาะสมกับแอพฯ WeatherSignal มากที่สุด และมันก็แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของสมาร์ทโฟนอีกด้วย Johnsonกล่าวเสริม</p>
<p>เหตุที่ Johnson บอกว่า  Samsung Galaxy S4 เหมาะสมกับแอพฯ นี้ที่สุดก็เพราะว่า S4 นั้นมีเซ็นเซอร์ที่สำคัญทางด้านอุตุนิยมวิทยามากมาย เช่น เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของอากาศ บารอมิเตอร์ สำหรับวัดความกดอากาศ(ความดันอากาศ) ไฮโกรมิเตอร์ สำหรับวัดความชื้นของอากาศ และ magnetometer สำหรับวัดความเข้มสนามแม่เหล็กโลก และยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงใช้สำหรับตรวจจับความเข้มแสงในบริเวณรอบๆ เพื่อใช้ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติอีกด้วย</p>
<p>Johnson และคณะ กล่าวว่า แอพของเราจะช่วยให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้ทราบสภาพอากาศที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้อยู่ โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องติดตามข่าวอุตุนิยมวิทยาเลยก็ได้ เพราะสมาร์ทโฟนของคุณก็สามารถเป็นสถานีตรวจอากาศประจำตัวคุณได้ทันทีที่ดาวน์โหลดแอพฯ ของเรามาใช้ร่วมกับการทำงานของเซ็นเซอร์ต่างๆ ในโทรศัพท์ของคุณ โดยแอพของเราเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีได้ที่   Google Play app store</p>
<p>อาจจะมีบางคนสงสัยว่า เวลาแอพฯ ทำงานแบตเตอรี่จะร้อนไหม  สำหรับสมาร์ทโฟนระบบ  Android ทุกเครื่อง ไม่ใช่เฉพาะ S4 เท่านั้น จะแสดงผลอุณหภูมิของแบตเตอรี่ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่ร้อนเกินไป และทีมวิศวกรของบริษัท OpenSignal ได้พัฒนาอัลกอริทึมที่จะช่วยประเมินอุณหภูมิโดยรอบตัวเครื่อง ด้วยการใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิของแบตฯ ได้ด้วย ดังนั้นการวัดอุณหภูมิจะค่อนข้างแม่นยำ ใกล้เคียงความเป็นจริงมาก</p>
<p>แต่ถ้าถามว่า ทำไมจึงไม่มีแอพฯ สำหรับ iOS ของสมาร์ทโฟนจาก Apple บ้าง คำตอบนั้น Johnson บอกว่า เนื่องจากการอ่านค่าอุณหภูมิแบตเตอรี่ของ iPhone นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ</p>
<p>แต่สำหรับเซ็นเซอร์ที่ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นก็คือ magnetometer เพราะข้อมูลเรื่องความเข้มสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณโดยรอบนั้นไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร แต่ก็พอมีประโยชน์บ้างคือ ใช้ในการระบุต้ำแหน่งภายในอาคารได้ หรือใช้ทำนายสภาพอากาศในอวกาศก็ได้เช่นกัน เช่น ใช้ประโยชน์ในด้านการตรวจจับลมสุริยะที่มาจากดวงอาทิตย์ได้ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>http://www.newscientist.com/article/dn23506-app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations.html</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" id="wp_rp_first"><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-865" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/smart-phone-can-measure-radiatio/" class="wp_rp_title">สมาร์ทโฟนสามารถตรวจวัดระดับรังสีได้</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1115" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/" class="wp_rp_title">HapiFork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-961" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/pond-skaters-feet-inspire-buoyant-new-material/" class="wp_rp_title">นักวิทย์ได้ไอเดียจาำำกจิงโจ้น้ำ ประดิษฐ์วัสดุลอยน้ำแบบใหม่</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1095" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/" class="wp_rp_title">กล้อง endoscope ที่เล็กที่สุดในโลก</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-1135" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/eye-tracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for/" class="wp_rp_title">SideWays อุปกรณ์ช่วยดึงดูดลูกค้า</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยีสต์ ทางเลือกใหม่ของการรักษามาลาเรีย</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/malaria-drug-made-by-bakers-yeast/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/malaria-drug-made-by-bakers-yeast/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 May 2013 14:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[artemisinin]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มาลาเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[ยารักษามาลาเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[ยีสต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1140</guid>
		<description><![CDATA[Christopher Paddon และคณะนักวิจัยจากบริษัท Amyris Inc. Emeryville รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบวิธีใหม่ในการผลิตยา artemisinin ซึ่งเป็นตัวยาหลัก ที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียได้รวดเร็วและได้ปริมาณมากยิ่งขึ้น โดยการใช้ยีสต์ที่เราใช้ในการอบขนมปังนี้เอง ซึ่งยีสต์เหล่านี้ได้ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้ยีสต์สามารถผลิตยาตัวนี้ได้แล้ว เมื่อปีที่แล้ว คณะฯ ได้ขยายพันธุ์ยีสต์ซึ่งได้รับการตัดต่อพันธุกรรมจากนักวิจัย เพื่อให้ยีสต์ดังกล่าวผลิตสาร amorphadiene ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกรด artemisinic acidเพื่อนำไปผลิตยา artemisinic อีกทีหนึ่ง แต่ในการวิจัยครั้งใหม่นี้ นักวิจัยได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตยา artemisinic โดยการให้ยีสต์สามารถเปลี่ยนกรด artemisinic acid ที่ผลิตได้ไปเป็นตัวยา artemisinic ได้เลย ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการผลิตยาลงได้มาก Artemisinin คือสารที่พืชจำพวก wormwood ซึ่งเป็นพวกพืชไม้พุ่มหรือพืชลำต้นอ่อนชนิดหนึ่งผลิตขึ้นสะสมอยู่ในใบ ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรียมาตั้งแต่โบรา๊ณ จะกระทั้งในไม่กี่ปีมานี้ ยาที่ใช้สาร artemisinin เป็นหลัก ก็กลายมาเป็นยาหลักที่ใช้ในการต้านเชื้อปรสิตเมื่อรวมกับยาชนิดอื่น การผลิตยา artemisinin ในปัจจุบันนี้ จำเป็นต้องใช้เวลารอให้ต้นไม้ที่สามารถผลิตสาร artemisinin ดังกล่าวไว้ข้างต้นเติบโตซึ่งใช้นับเดือนทีเดียว กว่าจะรอให้ต้นไม้โต เก็บใบ นำไปตากแห้งจนถึงการสกัดสาร artemisinin ออกมา และจากหลายๆ ปัญหารวมกัน เช่น ความผันผวนของราคาของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยา และปัญหาเรื่องการที่มีผู้ผลิตยานี้น้อยมาก ทำให้ปริมาณที่ขายไม่มีความแน่นอน และราคายาผันผวนตลอดเวลา นักวิจัยผู้ทำการบันทึกผลการวิจัยกล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยว่า  งานวิจัยนี้เป็นการปูทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตยาดังกล่าวมาขายได้มากขึ้นโดยพึ่งพาวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ยีสต์ ช่วยผลิตยาแทนพิชพวก wormwood  ทำให้ไม่ต้องไปผูกติดอยู่กับขึ้นตอนที่ยุ่งยาก [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 170px"><img class=" " style="margin: 10px;" alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/d9/S_cerevisiae_under_DIC_microscopy.jpg/200px-S_cerevisiae_under_DIC_microscopy.jpg" width="160" height="160" /><p class="wp-caption-text">ยีสต์ เมื่อดูผ่านกล้องจุลทรรศน์</p></div>
<p>Christopher Paddon และคณะนักวิจัยจากบริษัท Amyris Inc. Emeryville รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบวิธีใหม่ในการผลิตยา artemisinin ซึ่งเป็นตัวยาหลัก ที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียได้รวดเร็วและได้ปริมาณมากยิ่งขึ้น โดยการใช้ยีสต์ที่เราใช้ในการอบขนมปังนี้เอง ซึ่งยีสต์เหล่านี้ได้ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้ยีสต์สามารถผลิตยาตัวนี้ได้แล้ว<span id="more-1140"></span></p>
<p>เมื่อปีที่แล้ว คณะฯ ได้ขยายพันธุ์ยีสต์ซึ่งได้รับการตัดต่อพันธุกรรมจากนักวิจัย เพื่อให้ยีสต์ดังกล่าวผลิตสาร amorphadiene ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกรด artemisinic acidเพื่อนำไปผลิตยา artemisinic อีกทีหนึ่ง แต่ในการวิจัยครั้งใหม่นี้ นักวิจัยได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตยา artemisinic โดยการให้ยีสต์สามารถเปลี่ยนกรด artemisinic acid ที่ผลิตได้ไปเป็นตัวยา artemisinic ได้เลย ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการผลิตยาลงได้มาก</p>
<p>Artemisinin คือสารที่พืชจำพวก wormwood ซึ่งเป็นพวกพืชไม้พุ่มหรือพืชลำต้นอ่อนชนิดหนึ่งผลิตขึ้นสะสมอยู่ในใบ ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรียมาตั้งแต่โบรา๊ณ จะกระทั้งในไม่กี่ปีมานี้ ยาที่ใช้สาร artemisinin เป็นหลัก ก็กลายมาเป็นยาหลักที่ใช้ในการต้านเชื้อปรสิตเมื่อรวมกับยาชนิดอื่น</p>
<p>การผลิตยา artemisinin ในปัจจุบันนี้ จำเป็นต้องใช้เวลารอให้ต้นไม้ที่สามารถผลิตสาร artemisinin ดังกล่าวไว้ข้างต้นเติบโตซึ่งใช้นับเดือนทีเดียว กว่าจะรอให้ต้นไม้โต เก็บใบ นำไปตากแห้งจนถึงการสกัดสาร artemisinin ออกมา และจากหลายๆ ปัญหารวมกัน เช่น ความผันผวนของราคาของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยา และปัญหาเรื่องการที่มีผู้ผลิตยานี้น้อยมาก ทำให้ปริมาณที่ขายไม่มีความแน่นอน และราคายาผันผวนตลอดเวลา</p>
<p>นักวิจัยผู้ทำการบันทึกผลการวิจัยกล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยว่า  งานวิจัยนี้เป็นการปูทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตยาดังกล่าวมาขายได้มากขึ้นโดยพึ่งพาวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ยีสต์ ช่วยผลิตยาแทนพิชพวก wormwood  ทำให้ไม่ต้องไปผูกติดอยู่กับขึ้นตอนที่ยุ่งยาก ที่กว่าจะปลูกต้นไม้จนโต กว่าจะเก็บใบมาตากแห้งแล้วสกัดสารออกมา และทำให้เป็นอิสระจากการผลิตที่ต้องใช้พืชซึ่งใช้เวลายาวนาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : Sciencenews.org</p>
<p><a href="http://www.sciencenews.org/view/generic/id/349570/description/News_in_Brief_Malaria_drug_made_by_bakers_yeast"> </a></p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-1039" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" class="wp_rp_title">การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1095" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/" class="wp_rp_title">กล้อง endoscope ที่เล็กที่สุดในโลก</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-1105" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/gene-therapy-cures-leukaemia-in-eight-days/" class="wp_rp_title">รักษาลิวคีเมียด้วยยีน หายได้ใน 8 วัน</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1020" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" class="wp_rp_title">Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</a> (1)</li><li data-position="4" data-poid="in-1029" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/parkinson/" class="wp_rp_title">นักวิจัยตั้งข้อสังเกต คนขี้กลัวมีโอกาสเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนโลดโผน</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/malaria-drug-made-by-bakers-yeast/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>SideWays อุปกรณ์ช่วยดึงดูดลูกค้า</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/eye-tracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/eye-tracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 May 2013 09:33:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[SideWays]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ช่วยทำการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1135</guid>
		<description><![CDATA[SideWays อุปกรณ์ชื้นใหม่ช่วยดึงดูดลูกค้า ทำให้ต่อไปนี้ลูกค้าจะไม่มองสินค้าแบบผ่านๆ อีกต่อไป เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวจะตรวจจับตาของลูกค้าที่เดินอยู่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อลูกค้ามองที่สินค้าใด มันก็จะแสดงโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ลูกค้าเกิดความสนใจในสินค้านั้นๆ มากยิ่งขึ้น Andreas Bulling แห่งสถาบัน  Max Planck Institute ประเทศเยอรมนี และคณะผู้พัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าว จากมหาวิทยาลัย  Lancaster สหราชอาณาจักร ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ต้นแบบขึ้น อุปกรณ์  SideWays  ใช้กล้องถ่ายวีดิโอธรรมดา กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ พัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถตรวจจับรูม่านตาของคนที่เดินผ่านไปมาได้ ซึ่งกระบวนการในการทำงานตั้งแต่ตรวจจับรูม่านตาเพื่อติดตามว่าตาคู่นั้นกำลังจับจ้องอะไรอยู่ จนกระทั่งแสดงโฆษณาขึ้นมานั้นใช้เวลาไม่มาก อุปกรณ์ตรวจจับดวงตาดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวโดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการตรวจหาดวงตาอย่างละเอียดและตรวจจับและติดตามได้เพียงครั้งละ 1 คนเท่านั้น แต่ SideWays ต้นแบบนั้น สามารถตรวจจับและติดตามการมองได้มากถึง 14 คนซึ่งมีความสูง อายุ และสีของม่านตาที่แตกต่างกันได้ด้วย Bulling หวังว่าอุปกรณ์ดังกล่าวโดยหลักๆ จะนำไปใช้กับโฆษณาที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้โดยการตรวจจับดวงตา แต่อุปกรณ์ดังกล่าวนั้นไม่ได้นำมาใช้แทนระบบ touchscreen ที่ใช้โต้ตอบกับลูกค้าอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วยให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปมาสามารถโต้ตอบกับจอภาพได้ในระยะที่ห่างออกไปได้ หรือหากยืนอยู่ใกล้กับจอภาพก็สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้ทั้งระบบจอสัมผัสและระบบตรวจจับดวงตาไปพร้อมกัน นอกจากนี้อุปกรณ์ดังกล่าวยังจะช่วยให้ผู้ขายทราบได้อีกด้วยว่ามีสินค้าชนิดใดบ้างที่ลูกค้าส่วนใหญ่สนใจ นอกจากนี้ในอนาคตผู้พัฒนาจะพัฒนาให้สามารถตรวจจับดวงตาของลูกค้าหลายๆ คนได้ในครั้งเดียวเพื่อดูว่าพวกเขามองสินค้าอะไรกันบ้างและแสดงโฆษณาที่ทุกคนสนใจพร้อมกันได้ แต่สำหรับลูกค้าที่สวมแว่นตานั้นถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับระบบ เพราะกรอบแว่นนั้นบังการตรวจจับ อีกทั้งแสงสะท้อนจากเลนส์แว่นตาทำให้กล้องตรวจจับดวงตาได้ไม่ดีนัก  และนอกจากนั้น ด้วยข้อจำกัดของตัวระบบเองก็คือ ระบบสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวดวงตาได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น ดังนั้นการเคลือนไหวดวงตาในแนวอื่นๆ นอกจากแนวนอนโดยเฉพาะแนวตั้งนั้นระบบตรวจจับได้ยากมาก [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" alt="" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn23455/dn23455-1_300.jpg" width="240" height="183" />SideWays อุปกรณ์ชื้นใหม่ช่วยดึงดูดลูกค้า ทำให้ต่อไปนี้ลูกค้าจะไม่มองสินค้าแบบผ่านๆ อีกต่อไป เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวจะตรวจจับตาของลูกค้าที่เดินอยู่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อลูกค้ามองที่สินค้าใด มันก็จะแสดงโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ลูกค้าเกิดความสนใจในสินค้านั้นๆ มากยิ่งขึ้น<span id="more-1135"></span></p>
<p>Andreas Bulling แห่งสถาบัน  Max Planck Institute ประเทศเยอรมนี และคณะผู้พัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าว จากมหาวิทยาลัย  Lancaster สหราชอาณาจักร ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ต้นแบบขึ้น อุปกรณ์  SideWays  ใช้กล้องถ่ายวีดิโอธรรมดา กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ พัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถตรวจจับรูม่านตาของคนที่เดินผ่านไปมาได้ ซึ่งกระบวนการในการทำงานตั้งแต่ตรวจจับรูม่านตาเพื่อติดตามว่าตาคู่นั้นกำลังจับจ้องอะไรอยู่ จนกระทั่งแสดงโฆษณาขึ้นมานั้นใช้เวลาไม่มาก</p>
<p>อุปกรณ์ตรวจจับดวงตาดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวโดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการตรวจหาดวงตาอย่างละเอียดและตรวจจับและติดตามได้เพียงครั้งละ 1 คนเท่านั้น แต่ SideWays ต้นแบบนั้น สามารถตรวจจับและติดตามการมองได้มากถึง 14 คนซึ่งมีความสูง อายุ และสีของม่านตาที่แตกต่างกันได้ด้วย Bulling หวังว่าอุปกรณ์ดังกล่าวโดยหลักๆ จะนำไปใช้กับโฆษณาที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้โดยการตรวจจับดวงตา แต่อุปกรณ์ดังกล่าวนั้นไม่ได้นำมาใช้แทนระบบ touchscreen ที่ใช้โต้ตอบกับลูกค้าอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วยให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปมาสามารถโต้ตอบกับจอภาพได้ในระยะที่ห่างออกไปได้ หรือหากยืนอยู่ใกล้กับจอภาพก็สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้ทั้งระบบจอสัมผัสและระบบตรวจจับดวงตาไปพร้อมกัน นอกจากนี้อุปกรณ์ดังกล่าวยังจะช่วยให้ผู้ขายทราบได้อีกด้วยว่ามีสินค้าชนิดใดบ้างที่ลูกค้าส่วนใหญ่สนใจ นอกจากนี้ในอนาคตผู้พัฒนาจะพัฒนาให้สามารถตรวจจับดวงตาของลูกค้าหลายๆ คนได้ในครั้งเดียวเพื่อดูว่าพวกเขามองสินค้าอะไรกันบ้างและแสดงโฆษณาที่ทุกคนสนใจพร้อมกันได้</p>
<p>แต่สำหรับลูกค้าที่สวมแว่นตานั้นถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับระบบ เพราะกรอบแว่นนั้นบังการตรวจจับ อีกทั้งแสงสะท้อนจากเลนส์แว่นตาทำให้กล้องตรวจจับดวงตาได้ไม่ดีนัก  และนอกจากนั้น ด้วยข้อจำกัดของตัวระบบเองก็คือ ระบบสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวดวงตาได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น ดังนั้นการเคลือนไหวดวงตาในแนวอื่นๆ นอกจากแนวนอนโดยเฉพาะแนวตั้งนั้นระบบตรวจจับได้ยากมาก จึงอาจต้องใช้กล้องที่มีความละเอียดมากขึ้นจึงจะรองรับการตรวจจับการเคลื่อนไหวของรูม่านตาได้ทุกรูปแบบ</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.newscientist.com/article/dn23455-eyetracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for.html"> </a></p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-1115" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/" class="wp_rp_title">HapiFork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-961" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/pond-skaters-feet-inspire-buoyant-new-material/" class="wp_rp_title">นักวิทย์ได้ไอเดียจาำำกจิงโจ้น้ำ ประดิษฐ์วัสดุลอยน้ำแบบใหม่</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-1095" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/" class="wp_rp_title">กล้อง endoscope ที่เล็กที่สุดในโลก</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1159" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations/" class="wp_rp_title">WeatherSignal แอพฯเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นสถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-905" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/" class="wp_rp_title">ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/eye-tracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำอัดลมกับเบาหวาน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/diabetes-warning-over-soft-drinks/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/diabetes-warning-over-soft-drinks/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2013 11:20:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหนักเกิน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำอัดลม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยของโรคเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1132</guid>
		<description><![CDATA[งานวิจัยในยุโรปต่างระบุว่า การดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลมากๆทุกวัน วันละ 1 กระป่องหรือมากกว่า เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ โดยแม้การดื่มน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 กระป๋องทุกวัน ก็ถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่ามากที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋องต่อสัปดาห์หรือ 1 กระป๋องต่อเดือน โดยผลงานวิจัยเรื่องดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ออกมาหลายฉบับทั่วยุโรป ทั้งในสหราชอาณาจักร เยอรมนี เดนมาร์ก อิตาลี สเปน สวีเดน ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์ Dora Romaguera หัวหน้านักวิจัยจากวิทยาลัย Imperial College London กล่าวว่า การบริโภคน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลในปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำอัดลมมากเท่าใดก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานมากเท่านั้น Dr. Romaguera และคณะกล่าวสรุปไว้ในการวิจัยของพวกเขาว่า ยิ่งปริมาณการบริโภคน้ำอัดลมที่มีความหวานเพิ่มขึ้นมากเท่าไรในยุโรป ผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ยิ่งเกิดขึ้นกับประชากรชาวยุโรปมากเท่านั้น และแม้แต่การดื่มน้ำอัดลมที่ทำจากน้ำตาลเทียมก็เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ดัชนีมวลกายก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของความเสี่ยงด้วย Dr Matthew Hobbs ผอ. สถาบันวิจัยโรคเบาหวานแห่งอังกฤษ กล่าวว่า การมีน้ำหนักเกินก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นเดียวกับการบริโภคน้ำอัดลมที่มีความหวานเป็นประจำ  ดังนั้นการดื่มน่้ำอัดลมที่มีน้ำตาลมากเป็นประจำก็ไม่ใช่องค์ประกอบเดียวที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน เพราะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการดิ่มน้ำอัดลมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" alt="" src="http://news.bbcimg.co.uk/media/images/67222000/jpg/_67222837_h1102563-fizzy_soft_drinks.jpg" width="243" height="137" />งานวิจัยในยุโรปต่างระบุว่า การดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลมากๆทุกวัน วันละ 1 กระป่องหรือมากกว่า เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ โดยแม้การดื่มน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 กระป๋องทุกวัน ก็ถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่ามากที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋องต่อสัปดาห์หรือ 1 กระป๋องต่อเดือน โดยผลงานวิจัยเรื่องดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ออกมาหลายฉบับทั่วยุโรป ทั้งในสหราชอาณาจักร เยอรมนี เดนมาร์ก อิตาลี สเปน สวีเดน ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์<span id="more-1132"></span></p>
<p>Dora Romaguera หัวหน้านักวิจัยจากวิทยาลัย Imperial College London กล่าวว่า การบริโภคน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลในปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำอัดลมมากเท่าใดก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานมากเท่านั้น</p>
<p>Dr. Romaguera และคณะกล่าวสรุปไว้ในการวิจัยของพวกเขาว่า ยิ่งปริมาณการบริโภคน้ำอัดลมที่มีความหวานเพิ่มขึ้นมากเท่าไรในยุโรป ผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ยิ่งเกิดขึ้นกับประชากรชาวยุโรปมากเท่านั้น</p>
<p>และแม้แต่การดื่มน้ำอัดลมที่ทำจากน้ำตาลเทียมก็เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ดัชนีมวลกายก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของความเสี่ยงด้วย Dr Matthew Hobbs ผอ. สถาบันวิจัยโรคเบาหวานแห่งอังกฤษ กล่าวว่า การมีน้ำหนักเกินก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นเดียวกับการบริโภคน้ำอัดลมที่มีความหวานเป็นประจำ  ดังนั้นการดื่มน่้ำอัดลมที่มีน้ำตาลมากเป็นประจำก็ไม่ใช่องค์ประกอบเดียวที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน เพราะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการดิ่มน้ำอัดลมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคเบาหวานที่จะต้องพยายามรักษาน้ำหนักตัวของตัวเองไว้ไม่ให้มากเกินไป</p>
<p>นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ Patrick Wolfe จาก University College London กล่าวว่า เราสามารถลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้โดยการดื่มน้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ หรือถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือดื่มบ้างเป็นครั้งคราวหรืองดดื่มไปเลยยิ่งดี</p>
<p>Gavin Partington นายกสมาคมผู้ผลิตเครืองดื่มน้ำอัดลมอังกฤษ กล่าวโดยสรุปว่า น้ำอัดลมก็เหมือนกับอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่สามารถทานได้เพราะปลอดภัยไม่มีอันตราย แต่ควรรับประทานอย่างพอดีไม่มากเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดโทษต่อร่างกาย</p>
<p>ที่มา : BBC News</p>
<p>&nbsp;</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-989" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-blood-pressure-control-warning/" class="wp_rp_title">ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1085" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/plants-lace-their-nectar-with-drugs-to-make-bees-return/" class="wp_rp_title">พืชผสมสารดึงดูดในน้ำหวานเพื่อให้แมลงกลับมา</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-966" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/listening-to-music-makes-surgery-less-stressful/" class="wp_rp_title">ดนตรีช่วยผ่อนคลายผู้ป่วยขณะผ่าตัด</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1044" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" class="wp_rp_title">WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย</a> (2)</li><li data-position="4" data-poid="in-974" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" class="wp_rp_title">โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/diabetes-warning-over-soft-drinks/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HapiFork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2013 14:15:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[HapiFork]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ส้อมอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ช่วยลดน้ำหนัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1115</guid>
		<description><![CDATA[ทุกคนที่อยากมีสุขภาพดี ก็คงเคร่งเครียดกับการนับอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นนับจำนวนพลังงานที่ได้จากอาหารเปรียบเทียบกับพลังงานที่ได้เผาผลาญไปกับการออกกำลังกายว่าจะสมดุลกันหรือไม่ หรือคอยนับคอยดูน้ำหนักตัวของตัวเองตลอดเวลา หรือนับว่าวันนี้วิ่งไปแล้วกี่กิโล แต่ตอนนี้ได้มีเครื่องใช้ชิ้นใหม่บนโต๊ะอาหารที่เรียกว่า  HapiFork ที่จะช่วยเหล่าผู้รักสุขภาพทั้งหลายลดน้ำหนักได้ โดยการนับจำนวนอาหารที่รับประทานเข้าไปว่าทานไปกี่คำแล้ว และช่วยเตือนให้รับประทานช้าๆ เพื่อจะได้ทานอาหารพอดีๆ ไม่มากเกินไป ทำให้การเผาผลาญพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนั้นได้อำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันให้แก่คนเราอย่างมาก เพราะสามารถติดตามเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนเราได้อย่างง่ายดายด้วยสมาร์ทโฟน  pedometers หรือเครื่องวัดจำนวนก้าว หรือแม้กระทั่งเซนเซอร์ขนาดเล็กที่สามารถติดไว้กับสายรัดข้อมือได้ ซึ่งการติดตามข้อมูลต่างๆ ของตนเองอยู่เสมอของคนเหล่านี้นั้น กำลังจะกลายเป็นอะไรที่มากเกินกว่าความเป็นห่วงสุขภาพของตนเองไปเสียแล้ว ผู้คนที่ห่วงใยในสุขภาพของตนเองนั้นมักจะติดตามกิจกรรมของตนเองอย่างทุกฝีก้าวไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทางลักษณะการนอน อัตราการเต้นของหัวใจ อารมณ์ คุณภาพของอากาศที่ตนหายใจอยู่ รวมทั้งพฤติกรรมการทำงาน เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีข้อมูลเพียงพอที่จะรู้ได้ว่าสุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร ในกรณีของ HapiFork  HapiFork สามารถที่จะบอกผู้รักสุขภาพทั้งหลายให้ได้ทราบว่า พวกเขารับประทานอาหารเร็วเท่าใด โดยปกติแล้วกระเพาะอาหารของคนเรานั้นจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในการส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้วและถึงเวลาที่จะหยุดทานได้แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เร็วเกินไปย่อมมีโอกาสที่จะทานเกินความจำเป็นของร่างกายได้ ผู้พัฒนา HapiFork กล่าวว่า การรับประทานช้าๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก รวมไปถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อน โรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย ส้อมอัจฉริยะราคา 99 เหรียญสหรัฐนี้ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Consumer Electronics Show  ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฎว่ามีผู้สนใจส้อมอัจฉริยะชิ้นนี้เป็นจำนวนมาก โดยส้อม HapiFork จะเริ่มวางขายในปลายปีนี้ ส้อม HapiFork ตัวนี้ [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img alt="" src="http://i2.cdn.turner.com/cnn/dam/assets/130419022618-hapifork-table-story-top.jpg" width="640" height="360" /><p class="wp-caption-text">HapiFork ส้อมอัจฉริยะ จะสั่นเตือนเบาๆ เมื่อผู้ใช้ทานอาหารเร็วเกินไป</p></div>
<p>ทุกคนที่อยากมีสุขภาพดี ก็คงเคร่งเครียดกับการนับอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นนับจำนวนพลังงานที่ได้จากอาหารเปรียบเทียบกับพลังงานที่ได้เผาผลาญไปกับการออกกำลังกายว่าจะสมดุลกันหรือไม่ หรือคอยนับคอยดูน้ำหนักตัวของตัวเองตลอดเวลา หรือนับว่าวันนี้วิ่งไปแล้วกี่กิโล</p>
<p>แต่ตอนนี้ได้มีเครื่องใช้ชิ้นใหม่บนโต๊ะอาหารที่เรียกว่า  HapiFork ที่จะช่วยเหล่าผู้รักสุขภาพทั้งหลายลดน้ำหนักได้ โดยการนับจำนวนอาหารที่รับประทานเข้าไปว่าทานไปกี่คำแล้ว และช่วยเตือนให้รับประทานช้าๆ เพื่อจะได้ทานอาหารพอดีๆ ไม่มากเกินไป ทำให้การเผาผลาญพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ<span id="more-1115"></span></p>
<p>เทคโนโลยีนั้นได้อำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันให้แก่คนเราอย่างมาก เพราะสามารถติดตามเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนเราได้อย่างง่ายดายด้วยสมาร์ทโฟน  pedometers หรือเครื่องวัดจำนวนก้าว หรือแม้กระทั่งเซนเซอร์ขนาดเล็กที่สามารถติดไว้กับสายรัดข้อมือได้ ซึ่งการติดตามข้อมูลต่างๆ ของตนเองอยู่เสมอของคนเหล่านี้นั้น กำลังจะกลายเป็นอะไรที่มากเกินกว่าความเป็นห่วงสุขภาพของตนเองไปเสียแล้ว</p>
<p>ผู้คนที่ห่วงใยในสุขภาพของตนเองนั้นมักจะติดตามกิจกรรมของตนเองอย่างทุกฝีก้าวไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทางลักษณะการนอน อัตราการเต้นของหัวใจ อารมณ์ คุณภาพของอากาศที่ตนหายใจอยู่ รวมทั้งพฤติกรรมการทำงาน เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีข้อมูลเพียงพอที่จะรู้ได้ว่าสุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร</p>
<p>ในกรณีของ HapiFork  HapiFork สามารถที่จะบอกผู้รักสุขภาพทั้งหลายให้ได้ทราบว่า พวกเขารับประทานอาหารเร็วเท่าใด โดยปกติแล้วกระเพาะอาหารของคนเรานั้นจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในการส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้วและถึงเวลาที่จะหยุดทานได้แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เร็วเกินไปย่อมมีโอกาสที่จะทานเกินความจำเป็นของร่างกายได้ ผู้พัฒนา HapiFork กล่าวว่า การรับประทานช้าๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก รวมไปถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อน โรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย</p>
<p>ส้อมอัจฉริยะราคา 99 เหรียญสหรัฐนี้ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Consumer Electronics Show  ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฎว่ามีผู้สนใจส้อมอัจฉริยะชิ้นนี้เป็นจำนวนมาก โดยส้อม HapiFork จะเริ่มวางขายในปลายปีนี้</p>
<p>ส้อม HapiFork ตัวนี้ ทำงานโดยเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมันจะส่งข้อมูลต่างๆ ที่มันเก็บได้ เช่น ระยะเวลาในการรับประทานอาหารแต่ละครั้ง และความถี่ในการทานอาหารแต่ละคำ ไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ โดย HapiFork จะมีแอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่สามารถแชร์ข้อมูลให้กับเพื่อนๆ และครอบครัวได้อีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ อุปกรณ์ตัวนี้สามารถตั้งค่าให้สามารถปรับเปลี่ยนการแจ้งเตือนตามพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ โดยจะสั่นเพื่อเป็นการเตือนผู้ใช้ว่ารับประทานอาหารเร็วเกินไปโดยเตือนเบาๆ เพื่อให้ผู้ใช้ชะลอความเร็วลง แต่การตั้งค่าเริ่มต้นนั้นจะกำหนดให้ทานอาหารได้  1  คำต่อ 10 วินาที หากใน 10 วินาทีทานอาหารเกิน 1 คำ ส้อมอัจฉริยะก็จะสั่นเตือนทันที แต่ค่าที่ตั้งมาจากโรงงานนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้</p>
<p>การนับจำนวนคำของ HapiFork ก็คือ เมื่อปลายของ HapiFork สัมผัสที่ปากของผู้ใช้ วงจรไฟฟ้าภายในส้อมก็จะครบวงจรและจะนับเป็นการทานอาหาร 1 คำ ข้อมูลจากการใช้จะถูกส่งจาก HapiFork เข้าสู่สมาร์ทโฟนของผู้ใช้โดยอัตโนมัติโดยใช้ Bluetooth หรือ micro USB ก็ได้  ด้ามของ HapiFork ทำมาจากพลาสติกที่หนาเพื่อป้องกันวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายในจากน้ำและสิ่งสกปรกต่างๆ เนื่องจาก HapiFork สามารถล้างน้ำได้แบบส้อมปกติ หรือจะล้างด้วยเครื่องล้างจานก็ได้เช่นกัน  และเวลาจะใช้ก็ต้องกดปุ่มเปิดเสียก่อน แต่เมื่อใช้เสร็จแล้วมันจะปิดเองโดยอัตโนมัติ</p>
<p>Fabrice Boutain ผู้ก่อตั้งบริษัท HapiLabs ผู้พัฒนา HapiFork ได้ทำการทดสอบส้อมอัจฉริยะดังกล่าว โดยใช้ HapiFork ต้นแบบจำนวน 10  คัน รับประทานอาหาร พบว่าหากทานเกิน 1 คำ ต่อ 10 วินาทีส้อมก็จะสั่นทำให้การทานอาหารไม่สะดวกนัก โดยเฉพาะเมื่อส้อมที่สั่นสัมผัสกับฟัน ทำให้การใช้ในระยะแรกๆ จะรู้สึกรำคาญและไม่ค่อยชิน แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะช่วยดัดนิสัยของผู้ใช้ให้รับประทานช้าลงจนเป็นนิสัยเอง</p>
<p>Boutaink กล่าวว่า จากการทดสอบ ต้องใช้เวลาประมาณ 21 วันกว่าจะเริ่มชินและทานช้าลงจนเป็นนิสัย ดังนั้นหากใช้ HapiFork ติดต่อกันเป็นเวลา 21 วันผู้ใช้ก็จะกินช้าลงจนเป็นนิสัย ดังนั้นส้อม HapiFork จะช่วยเราในการฝึกให้เป็นคนทานช้าๆ เพื่อให้กินอย่างพอดีไม่มากเกินความต้องการของร่างกายนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : CNN.com</p>
<p><a href="http://edition.cnn.com/2013/04/19/tech/innovation/hapifork-smart-fork/index.html?hpt=te_t1"><span style="color: #504e53; font-size: 0.8em;"> </span></a></p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-961" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/pond-skaters-feet-inspire-buoyant-new-material/" class="wp_rp_title">นักวิทย์ได้ไอเดียจาำำกจิงโจ้น้ำ ประดิษฐ์วัสดุลอยน้ำแบบใหม่</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1095" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/" class="wp_rp_title">กล้อง endoscope ที่เล็กที่สุดในโลก</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-1135" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/eye-tracking-gadget-knows-just-what-youre-longing-for/" class="wp_rp_title">SideWays อุปกรณ์ช่วยดึงดูดลูกค้า</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1159" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/app-turns-smartphone-sensors-into-weather-stations/" class="wp_rp_title">WeatherSignal แอพฯเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นสถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-1068" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/will-we-ever-regenerate-limbs/" class="wp_rp_title">แขนและขาที่ขาดไปของเราจะสร้างขึ้นใหม่ได้หรือไม่</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รักษาลิวคีเมียด้วยยีน หายได้ใน 8 วัน</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/gene-therapy-cures-leukaemia-in-eight-days/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/gene-therapy-cures-leukaemia-in-eight-days/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Apr 2013 06:27:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[T-cells]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาลิวคีเมีย]]></category>
		<category><![CDATA[ลิวคีเมีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1105</guid>
		<description><![CDATA[David Aponte&#8217;s ผู้ป่วยโรคลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเขาป่วยถึงขึ้นที่เรียกได้ว่าหมดหนทางเยียวยาแล้ว แต่หลังจากได้รับการรักษาด้วยยีนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กับคณะนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง กลับหายได้ภายใน 8 วันอย่างเหลือเชื่อ ขณะที่ผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ หายขาดจากโรคลิวคีเมียภายใน 8 สัปดาห์ The cured trio คือกลุ่มผู้ที่ก่อนหน้านี้้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute lymphoblastic leukaemia) ซึ่งกำลังได้รับการรักษาที่ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ถึง 2 ปี  Michel Sadelain จากศูนย์วิจัยมะเร็ง Memorial Sloan-Kettering ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึึ่งเป็นหนึ่งในคณะนักวิจัยที่ทำการทดลองเรื่องการรักษาลิวคีเมียด้วยยีน กล่่าวว่า นี่คือการทดลองครั้งที่ 2 ที่ทำกับผู้ป่วย 50 คนซึ่งการทดลองใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และคณะฯ กำลังสนใจการใช้เทคนิคใหม่ๆ มารักษาโรคลิวคีเมียชนิดนี้ กุญแจสำคัญของการรักษาลิวคีเมียด้วยวิธีใหม่นี้คือ การแยกแยะโมเลกุลของผิวของเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกัน จากนั้นใช้วิธีการทางพันธุวิศวกรรมในการดัดแปลงพันธุกรรมของภูมิต้านทานของผู้ป่วยเพื่อให้ต่อสู้กับโรค สำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute lymphoblastic leukaemia) สาเหตุสำคัญของโรคก็คือ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ชื่อว่า B-cells ได้กลายไปเป็นเซลล์ร้าย คณะนักวิจัยสามารถตรวจพบโมเลกุลพื้นผิวที่ชื่อว่า CD19 ซึ่งโมเลกุลชนิดนี้จะอยู่บนพื้นผิวของ  B-cells [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 250px"><img class="  " style="border: 0px currentColor; margin-right: 10px; margin-left: 10px;" alt="" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/mg21729104.100/mg21729104.100-1_300.jpg" width="240" height="183" /><p class="wp-caption-text">David Aponte ผู้ที่ได้รับการรักษาลิวคีเมียด้วยยีน หายขาดใน 8 วัน</p></div>
<p>David Aponte&#8217;s ผู้ป่วยโรคลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเขาป่วยถึงขึ้นที่เรียกได้ว่าหมดหนทางเยียวยาแล้ว แต่หลังจากได้รับการรักษาด้วยยีนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กับคณะนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง กลับหายได้ภายใน 8 วันอย่างเหลือเชื่อ ขณะที่ผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ หายขาดจากโรคลิวคีเมียภายใน 8 สัปดาห์<span id="more-1105"></span></p>
<p>The cured trio คือกลุ่มผู้ที่ก่อนหน้านี้้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute lymphoblastic leukaemia) ซึ่งกำลังได้รับการรักษาที่ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ถึง 2 ปี  Michel Sadelain จากศูนย์วิจัยมะเร็ง Memorial Sloan-Kettering ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึึ่งเป็นหนึ่งในคณะนักวิจัยที่ทำการทดลองเรื่องการรักษาลิวคีเมียด้วยยีน กล่่าวว่า นี่คือการทดลองครั้งที่ 2 ที่ทำกับผู้ป่วย 50 คนซึ่งการทดลองใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และคณะฯ กำลังสนใจการใช้เทคนิคใหม่ๆ มารักษาโรคลิวคีเมียชนิดนี้</p>
<p>กุญแจสำคัญของการรักษาลิวคีเมียด้วยวิธีใหม่นี้คือ การแยกแยะโมเลกุลของผิวของเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกัน จากนั้นใช้วิธีการทางพันธุวิศวกรรมในการดัดแปลงพันธุกรรมของภูมิต้านทานของผู้ป่วยเพื่อให้ต่อสู้กับโรค</p>
<p>สำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute lymphoblastic leukaemia) สาเหตุสำคัญของโรคก็คือ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ชื่อว่า B-cells ได้กลายไปเป็นเซลล์ร้าย คณะนักวิจัยสามารถตรวจพบโมเลกุลพื้นผิวที่ชื่อว่า CD19 ซึ่งโมเลกุลชนิดนี้จะอยู่บนพื้นผิวของ  B-cells เท่านั้น แพทย์ได้ทำการเก็บตัวอย่างเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ ซึ่งได้แก่ T-cells จากผู้ป่วย จากนั้นจะถูกเลี้ยงไว้กับเชื้อไวรัสที่ปราศจากอันตราย ซึ่งไวรัสเหล่านี้ได้ถูกใส่พันธุกรรมที่จะทำหน้าที่ทำการปราบปรามเซลล์ทุกชนิดที่ผิวของเซลล์มีโมเลกุล CD19 อยู่ และเมื่อแพทย์นำ T-cells ซึ่งได้รับการตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวเข้าไปแล้ว กลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย มันก็จะทำลาย B-cells ที่กลายเป็นเซลล์ร้ายอย่างรวดเร็ว</p>
<p>Sadelain กล่าวว่า ผลที่ได้จากการทดลองนั้นน่าประหลาดใจอย่างมาก คือผู้ป่วยที่ได้ทำการทดลองครั้งนี้ ตรวจไม่พบเนื้อร้ายใดๆ อีกหลังการรักษา สาเหตุที่ Sadelain คาดไว้ก็คือ ร่างกายของผู้ป่วยได้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยใช้ T-cells ปกติกับ B-cells ที่แข็งแรงดีหลังจาก 2 เดือนที่ได้รับการรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยก็ยังได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอีกด้วยเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้อีกครั้ง</p>
<p>การทดลองการรักษาโรคลิวคีเมียโดยใช้ T-cells ที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อปีที่แล้ว บริษัทข้ามชาติที่ชื่อว่า Adaptimmune ได้เคยทำการรักษาผู้ป่วยโรค multiple myeloma หรือ โรคมะเร็งทางโลหิตวิทยารูปแบบหนึ่งซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  เกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวของพลาสมาเซลล์ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากไขกระดูก  มีการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติในเลือด โดยปกติพลาสมาเซลล์ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย  แต่เมื่อผู้ป่วยได้ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว  พลาสม่าเซลล์จะถูกเปลี่ยนให้เป็นเซลล์มะเร็งและไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ตามปกติ  แต่จะสร้างเอ็มโปรตีนขึ้นมา พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ผิดปกติออกมาสู่ร่างกาย  ซึ่งจะทำให้เกิดความผิดปกติต่อไขกระดูก ตลอดจนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายด้วย ซึ่งโรคดังกล่าวนี้บริัษัท Adaptimmune ทำการักษาสำเร็จด้วยวิธีเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง</p>
<p>Paul Moss แห่งสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า แม้ว่าการรักษาด้วยการใช้ T-cells ของผู้ป่วยรักษามะเร็งเม็ดเลือดวิธีนี้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น แต่ความสำเร็จของการรักษาด้วยวิธีนี้กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>คณะนี้คณะของ Sadelain กำลังทำการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อดูความเป็นไปได้ในการรักษามะเร็งอื่นๆ ที่ไม่ได้มีโมเลกุลบนผิวของเซลล์เพียง 1 ชนิดที่สามารถระบุชนิดของมะเร็งได้ แต่เขากำลังค้นหาโมเลกุลบนผิวของเซลล์ที่มีอยู่เป็นคู่ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิดเป็นเซลล์มะเร็งร่วมกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>
<p>Bangkokhospital.com</p>
<p>&nbsp;</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-1020" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" class="wp_rp_title">Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</a> (1)</li><li data-position="1" data-poid="in-896" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/too-much-booze-blunts-immune-system/" class="wp_rp_title">การดื่มเหล้ามากๆ บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-974" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" class="wp_rp_title">โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-986" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/womens-height-linked-to-ovarian-cancer/" class="wp_rp_title">ผู้หญิงสูงเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-1132" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-warning-over-soft-drinks/" class="wp_rp_title">น้ำอัดลมกับเบาหวาน</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/gene-therapy-cures-leukaemia-in-eight-days/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้อง endoscope ที่เล็กที่สุดในโลก</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Mar 2013 06:14:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[endoscope]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยนำแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยแก้วนำแสง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1095</guid>
		<description><![CDATA[กล้อง endoscope หรือกล้องที่ใช้ตรวจดูอวัยวะภายในร่างกายรุ่นใหม่นี้มีขนาดความบางเท่าเส้นผม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปกติถึง 4 เท่า โดยกล้อง  endoscope ที่บางที่สุดนี้สามารถมองเห็นส่วนต่างๆ ที่กล้องทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ กล้อง  endoscope คือกล้องที่ใช้สำหรับตรวจดูอวัยวะภายใน ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วยมัดของเส้นใยแก้วนำแสง ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพและแสง  Joseph Kahn มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และคณะ ได้สร้างกล้องแบบใหม่ขึ้นมาซึ่งใช้เส้นใยแก้วนำแสงเพียงเส้นเดียว ซึ่งเส้นใยนำแสงเส้นเดียวนี้จะรวมสัญญาณแสงต่างๆ ที่เกิดจากภาพ เข้าด้วยกัน จากนั้นคณะนักวิจัย จะพัฒนาอัลกอริทึมขึ้นมา เพื่อนำสัญญาณแสงต่างๆ นั้นสร้างภาพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ นักวิจัยได้พัฒนากล้องให้สามารถเห็นวัตถุที่เล็กที่สุดได้เท่ากับ 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเม็ดเลือดแดง แต่คณะฯ คิดว่ามันสามารถมองเห็นวัตถุได้เล็กที่สุดได้ละเอียดขึ้นเท่ากับ 0.3 ไมโครเมตรเลยทีเดียว ซึ่งความละเอียดขนาดนี้ กล้อง endoscope ตัวนี้จะสามารถทำงานในการตรวจดูการทำงานของสมองแบบนาทีต่อนาที หรือตรวจหาเซลล์มะเร็งได้ Stephen Boppart จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ วิทยาเขตเออร์บานา สหรัฐฯ กล่าวว่า ทางด้านโทรคมนาคม นักพัฒนากำลังพัฒนาระบบโทรคมนาคมให้สามารถส่งข้อมูลที่มีจำนวนมากให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เส้นใยแก้วนำแสง และคณะฯ นี้ก็กำลังนำพัฒนาการด้านโทรคมนาคมดังกล่าวนี้ นำมาประยุกด์ใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ดีเช่นกัน &#160; ที่มา : [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 240px"><img class="  " style="margin: 5px;" alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/90/Flexibles_Endoskop.jpg" width="230" height="173" /><p class="wp-caption-text">กล้อง endoscope</p></div>
<p>กล้อง endoscope หรือกล้องที่ใช้ตรวจดูอวัยวะภายในร่างกายรุ่นใหม่นี้มีขนาดความบางเท่าเส้นผม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปกติถึง 4 เท่า โดยกล้อง  endoscope ที่บางที่สุดนี้สามารถมองเห็นส่วนต่างๆ ที่กล้องทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้<span id="more-1095"></span></p>
<p>กล้อง  endoscope คือกล้องที่ใช้สำหรับตรวจดูอวัยวะภายใน ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วยมัดของเส้นใยแก้วนำแสง ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพและแสง  Joseph Kahn มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และคณะ ได้สร้างกล้องแบบใหม่ขึ้นมาซึ่งใช้เส้นใยแก้วนำแสงเพียงเส้นเดียว ซึ่งเส้นใยนำแสงเส้นเดียวนี้จะรวมสัญญาณแสงต่างๆ ที่เกิดจากภาพ เข้าด้วยกัน จากนั้นคณะนักวิจัย จะพัฒนาอัลกอริทึมขึ้นมา เพื่อนำสัญญาณแสงต่างๆ นั้นสร้างภาพขึ้นมาใหม่</p>
<p>ตอนนี้ นักวิจัยได้พัฒนากล้องให้สามารถเห็นวัตถุที่เล็กที่สุดได้เท่ากับ 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเม็ดเลือดแดง แต่คณะฯ คิดว่ามันสามารถมองเห็นวัตถุได้เล็กที่สุดได้ละเอียดขึ้นเท่ากับ 0.3 ไมโครเมตรเลยทีเดียว ซึ่งความละเอียดขนาดนี้ กล้อง endoscope ตัวนี้จะสามารถทำงานในการตรวจดูการทำงานของสมองแบบนาทีต่อนาที หรือตรวจหาเซลล์มะเร็งได้</p>
<p>Stephen Boppart จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ วิทยาเขตเออร์บานา สหรัฐฯ กล่าวว่า ทางด้านโทรคมนาคม นักพัฒนากำลังพัฒนาระบบโทรคมนาคมให้สามารถส่งข้อมูลที่มีจำนวนมากให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เส้นใยแก้วนำแสง และคณะฯ นี้ก็กำลังนำพัฒนาการด้านโทรคมนาคมดังกล่าวนี้ นำมาประยุกด์ใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ดีเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : Newscientist.com</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-961" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/pond-skaters-feet-inspire-buoyant-new-material/" class="wp_rp_title">นักวิทย์ได้ไอเดียจาำำกจิงโจ้น้ำ ประดิษฐ์วัสดุลอยน้ำแบบใหม่</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1115" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/smart-fork-may-help-you-lose-weight/" class="wp_rp_title">HapiFork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-1044" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" class="wp_rp_title">WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย</a> (2)</li><li data-position="3" data-poid="in-974" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" class="wp_rp_title">โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-1020" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" class="wp_rp_title">Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</a> (1)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/worlds-thinnest-endoscope-is-width-of-a-human-hair/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พืชผสมสารดึงดูดในน้ำหวานเพื่อให้แมลงกลับมา</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/plants-lace-their-nectar-with-drugs-to-make-bees-return/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/plants-lace-their-nectar-with-drugs-to-make-bees-return/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2013 14:12:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟอีน]]></category>
		<category><![CDATA[นิโคติน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผึ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[พืช]]></category>
		<category><![CDATA[แมลง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1085</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์พบ พืชสามารถที่จะสร้างสารดึงดูดแมลงในน้ำหวาน เพื่อดึงดูดแมลงให้กลับมาอีกซึ่งจะเป็นการช่วยแพร่พันธุ์พืชให้กระจายออกไปมากขึ้น Geraldine Wright นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร และคณะ กำลังฝึกผึ้งให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกลิ่นกับน้ำหวานที่มันชอบ  โดย Wright และคณะได้ให้น้ำหวานซึ่งผสมคาเฟอีนให้แก่ผึ้งเพื่อให้มันจำกลิ่นได้ และอีกสามวันถัดมาก็ให้ผึ้งกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว จากนั้นคณะนักวิจัยก็ทำการจับตาดูการทำงานของสมองของผึ้งเมื่อผึ้งได้รับสารกระตุ้นซึ่งก็คือคาเฟอีน เพื่อดูว่าสารคาเฟอีนนั้นส่งผลกระทบต่อความจำของผึ้งอย่างไร นักวิจัยพบว่า คาเฟอีนนั้นกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแก่ระบบประสาทของผึ้ง เกี่ยวกับความสามารถในการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับกลิ่นและการจดจำกลิ่น คาเฟอีนและสารอื่นๆ เช่น นิโคติน ปริมาณเล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในน้ำหวานของพืชกว่า 100 ชนิด โดยพืชใช้น้ำหวานที่มีสารเคมีที่รสชาติน่าคลื่นไส้่เหล่านี้ในการขับไล่สัตว์ที่เป็นศัตรูพืช แต่งานวิจัยของ  Wright ยืนยันว่านอกจากสารเหล่านี้จะมีไว้ขับไล่ศัตรูพืชแล้ว มันยังใช้ดึงดูดเหล่าแมลงและผึ้งต่างๆ ให้ติดใจดอกไม้ของมัน โดยสารดังกล่าวมีปริมาณเล็กน้อยผสมอยู่ในน้ำหวานของดอกไม้ สาเหตุที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเพราะสารเหล่านี้คือพวกคาเฟอีนและนิโคตินมีรสชาติขม หากมีปริมาณมากเกินไปอาจน้ำให้น้ำหวานขมและทำให้ผึ้งไม่มาตอมดอกไม้อีก จากการนี่นักวิจัยสังเกตถึงการที่ผึ้งได้รับอิทธิพลจากคาเฟอีน และยอมเต็มใจที่จะเสี่ยงอันตรายในการกลัับไปกินน้ำหวานที่ดอกเดิมซ้ำไปซ้ำมา อาจจะช่วยตอบคำถามที่น่าประหลาดใจว่า ผึ้งสามารถติดสารเสพติดได้หรือไม่ Wright กล่าวว่า จากงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับผึ้งก็ช่วยยืนยันถึงการที่คาเฟอีนมาอิทธิพลต่อเรา แสดงว่าผึ้งกับคนเรานั้นมีโครงสร้างของสมองคล้ายๆ กัน โดยในบางส่วนตัวรับสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า adenosine ซึ่งคาเฟอีนกระตุ้นนั้นก็เหมือนกับในมนุษย์ Wright กล่าวสรุปว่า นี่เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ในบรรดาสัตว์ในอาณาจักรสัตว์นั้นมีอะไรเหมือนๆ กัน ที่มา :Newscientist.com ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจนักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม (0)น้ำอัดลมกับเบาหวาน (0)กาแฟลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าในผู้หญิง (0)อธิกวินาที คืออะไร (2)นักชีววิทยาพบ [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" alt="" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn23255/dn23255-1_300.jpg" width="210" height="160" />นักวิทยาศาสตร์พบ พืชสามารถที่จะสร้างสารดึงดูดแมลงในน้ำหวาน เพื่อดึงดูดแมลงให้กลับมาอีกซึ่งจะเป็นการช่วยแพร่พันธุ์พืชให้กระจายออกไปมากขึ้น<span id="more-1085"></span></p>
<p>Geraldine Wright นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร และคณะ กำลังฝึกผึ้งให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกลิ่นกับน้ำหวานที่มันชอบ  โดย Wright และคณะได้ให้น้ำหวานซึ่งผสมคาเฟอีนให้แก่ผึ้งเพื่อให้มันจำกลิ่นได้ และอีกสามวันถัดมาก็ให้ผึ้งกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว</p>
<p>จากนั้นคณะนักวิจัยก็ทำการจับตาดูการทำงานของสมองของผึ้งเมื่อผึ้งได้รับสารกระตุ้นซึ่งก็คือคาเฟอีน เพื่อดูว่าสารคาเฟอีนนั้นส่งผลกระทบต่อความจำของผึ้งอย่างไร นักวิจัยพบว่า คาเฟอีนนั้นกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแก่ระบบประสาทของผึ้ง เกี่ยวกับความสามารถในการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับกลิ่นและการจดจำกลิ่น</p>
<p>คาเฟอีนและสารอื่นๆ เช่น นิโคติน ปริมาณเล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในน้ำหวานของพืชกว่า 100 ชนิด โดยพืชใช้น้ำหวานที่มีสารเคมีที่รสชาติน่าคลื่นไส้่เหล่านี้ในการขับไล่สัตว์ที่เป็นศัตรูพืช แต่งานวิจัยของ  Wright ยืนยันว่านอกจากสารเหล่านี้จะมีไว้ขับไล่ศัตรูพืชแล้ว มันยังใช้ดึงดูดเหล่าแมลงและผึ้งต่างๆ ให้ติดใจดอกไม้ของมัน โดยสารดังกล่าวมีปริมาณเล็กน้อยผสมอยู่ในน้ำหวานของดอกไม้ สาเหตุที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเพราะสารเหล่านี้คือพวกคาเฟอีนและนิโคตินมีรสชาติขม หากมีปริมาณมากเกินไปอาจน้ำให้น้ำหวานขมและทำให้ผึ้งไม่มาตอมดอกไม้อีก</p>
<p>จากการนี่นักวิจัยสังเกตถึงการที่ผึ้งได้รับอิทธิพลจากคาเฟอีน และยอมเต็มใจที่จะเสี่ยงอันตรายในการกลัับไปกินน้ำหวานที่ดอกเดิมซ้ำไปซ้ำมา อาจจะช่วยตอบคำถามที่น่าประหลาดใจว่า ผึ้งสามารถติดสารเสพติดได้หรือไม่</p>
<p>Wright กล่าวว่า จากงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับผึ้งก็ช่วยยืนยันถึงการที่คาเฟอีนมาอิทธิพลต่อเรา แสดงว่าผึ้งกับคนเรานั้นมีโครงสร้างของสมองคล้ายๆ กัน โดยในบางส่วนตัวรับสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า adenosine ซึ่งคาเฟอีนกระตุ้นนั้นก็เหมือนกับในมนุษย์ Wright กล่าวสรุปว่า นี่เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ในบรรดาสัตว์ในอาณาจักรสัตว์นั้นมีอะไรเหมือนๆ กัน</p>
<p>ที่มา :Newscientist.com</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-930" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/" class="wp_rp_title">นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-1132" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/diabetes-warning-over-soft-drinks/" class="wp_rp_title">น้ำอัดลมกับเบาหวาน</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-872" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/coffee-cuts-depression-risk-in-women/" class="wp_rp_title">กาแฟลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าในผู้หญิง</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1048" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/leap-second/" class="wp_rp_title">อธิกวินาที คืออะไร</a> (2)</li><li data-position="4" data-poid="in-958" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/gene-might-help-sponges-see/" class="wp_rp_title">นักชีววิทยาพบ ยีนที่ช่วยให้ฟองน้ำมองเห็นได้</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/plants-lace-their-nectar-with-drugs-to-make-bees-return/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แขนและขาที่ขาดไปของเราจะสร้างขึ้นใหม่ได้หรือไม่</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/will-we-ever-regenerate-limbs/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/will-we-ever-regenerate-limbs/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Mar 2013 15:28:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม. เทคโนโลยีทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1068</guid>
		<description><![CDATA[สัตว์หลายชนิดสามารถที่จะงอกแขนขาใหม่ได้เมื่อขาดไป แต่เราสามารถที่จะศึกษาวิธีการที่มันสร้างแขนขาขึ้นมาใหม่และนำมาใช้รักษามนุษย์ได้หรือไม่? ในภาพยนตร์บางเรื่อง ตัวละครในเรื่องสามารถที่จะมีแขนใหม่ได้โดยการงอกเหมือนจิ้งจกที่หางขาดแ้ล้วสามารถงอกใหม่ได้ โดยเพียงฉีดเซรุ่มที่มีส่วนประกอบหลักของ DNA ของจิ้งจก แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าหากคนเราเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งแขนหรือขาขาดไป แน่นอนว่าคนๆ นั้นจะต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต แต่ในทางตรงกันข้าม จิ้งจกที่วิ่งหนีผู้ล่าโดยการสลัดหางทิ้งไปกลับสามารถงอกใหม่ได้ หรือแม้กระทั่งขาของมันขาดไปก็สามารถงอกใหม่ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นประสาทของขาได้เช่นกัน แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การรักษาตัวเองด้วยการงอกใหม่ของสิ่งมีชีวิตนี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Abraham Trembley ในปี ค.ศ. 1740 เมื่อเขาพบสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามหนองน้ำทั่วไปสามารถงอกหัวของมันที่มีลักษณะคล้ายหนวดมากมายได้ใหม่เมื่ออวัยวะดังกล่าวขาดไป และภายหลังเขาได้ตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ว่า Hydra  หลังจากนั้นเป็นต้นมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบสิ่งมีชีวิตที่สามารถงอกอวัยวะได้ใหม่อีกมากมาย เช่น จิ้งจกสามารถงอกหางใหม่ได้ ดาวทะเลที่สามารถงอกส่วนที่ขาดหายไปได้เป็นต้น แต่ที่ผ่านมาถึงแม้เราจะศึกษาสิ่งมีชีวิตว่าทำไมสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะสามารถงอกอวัยวะใหม่ได้มานานนับศตวรรษก็ตาม แต่เก็เป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา แต่ช่วงหลังมานี้สามารถที่จะเป็นไปได้แล้ว  James Monaghan  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Boston’s Northeastern สหรัฐอเมริกากล่าวว่า การที่จะทำให้ร่างกายมนุษย์สามารถงอกอวัยวะได้ใหม่เหมือนสัตว์หลายๆ ชนิดนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเป็นไปได้ซะทีเดียว เพียงแต่ยังต้องใช้เวลาศึกษาเนื่องจากเป็นเรื่องทีี่่่ค่อนข้างยาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการทำวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการทำการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่โดยส่วนมากเป็นเพราะรายชื่อของสัตว์ที่สะดวกต่อการเลี้ยงและทำวิจัยในห้องปฏิบัติการหรือที่เรียกว่า สิ่งมีชีวิตต้นแบบ (model organisms) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากกับสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอวัยวะใหม่ได้เอง สิ่งมีชีวิตต้นแบบพวก ไก่ หนู แมลงวัน หนอนตัวกลม พวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตประจำห้องปฏิบัติการที่นักวิทยาศาสตร์วิจัยเกี่ยวกับการที่เซลล์ 1 เซลล์สามารถพัฒนาไปเป็นตัวอ่่อนได้อย่างไร แต่สิ่งมีชีวิตพวกนี้ไม่ได้สร้างอวัยวะทดแทนที่ขาดหายไปเองได้ [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 5px;" alt="" src="http://ichef.bbci.co.uk/wwfuture/624_351/images/live/p0/16/0y/p0160ynq.jpg" width="299" height="169" />สัตว์หลายชนิดสามารถที่จะงอกแขนขาใหม่ได้เมื่อขาดไป แต่เราสามารถที่จะศึกษาวิธีการที่มันสร้างแขนขาขึ้นมาใหม่และนำมาใช้รักษามนุษย์ได้หรือไม่?</p>
<p>ในภาพยนตร์บางเรื่อง ตัวละครในเรื่องสามารถที่จะมีแขนใหม่ได้โดยการงอกเหมือนจิ้งจกที่หางขาดแ้ล้วสามารถงอกใหม่ได้ โดยเพียงฉีดเซรุ่มที่มีส่วนประกอบหลักของ DNA ของจิ้งจก แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำได้หรือไม่<span id="more-1068"></span><!--more--><!--more--></p>
<p>ถ้าหากคนเราเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งแขนหรือขาขาดไป แน่นอนว่าคนๆ นั้นจะต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต แต่ในทางตรงกันข้าม จิ้งจกที่วิ่งหนีผู้ล่าโดยการสลัดหางทิ้งไปกลับสามารถงอกใหม่ได้ หรือแม้กระทั่งขาของมันขาดไปก็สามารถงอกใหม่ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นประสาทของขาได้เช่นกัน แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น</p>
<p>การรักษาตัวเองด้วยการงอกใหม่ของสิ่งมีชีวิตนี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Abraham Trembley ในปี ค.ศ. 1740 เมื่อเขาพบสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามหนองน้ำทั่วไปสามารถงอกหัวของมันที่มีลักษณะคล้ายหนวดมากมายได้ใหม่เมื่ออวัยวะดังกล่าวขาดไป และภายหลังเขาได้ตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ว่า Hydra  หลังจากนั้นเป็นต้นมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบสิ่งมีชีวิตที่สามารถงอกอวัยวะได้ใหม่อีกมากมาย เช่น จิ้งจกสามารถงอกหางใหม่ได้ ดาวทะเลที่สามารถงอกส่วนที่ขาดหายไปได้เป็นต้น</p>
<p>แต่ที่ผ่านมาถึงแม้เราจะศึกษาสิ่งมีชีวิตว่าทำไมสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะสามารถงอกอวัยวะใหม่ได้มานานนับศตวรรษก็ตาม แต่เก็เป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา แต่ช่วงหลังมานี้สามารถที่จะเป็นไปได้แล้ว  James Monaghan  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Boston’s Northeastern สหรัฐอเมริกากล่าวว่า การที่จะทำให้ร่างกายมนุษย์สามารถงอกอวัยวะได้ใหม่เหมือนสัตว์หลายๆ ชนิดนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเป็นไปได้ซะทีเดียว เพียงแต่ยังต้องใช้เวลาศึกษาเนื่องจากเป็นเรื่องทีี่่่ค่อนข้างยาก</p>
<p>ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการทำวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการทำการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่โดยส่วนมากเป็นเพราะรายชื่อของสัตว์ที่สะดวกต่อการเลี้ยงและทำวิจัยในห้องปฏิบัติการหรือที่เรียกว่า สิ่งมีชีวิตต้นแบบ (model organisms) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากกับสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอวัยวะใหม่ได้เอง สิ่งมีชีวิตต้นแบบพวก ไก่ หนู แมลงวัน หนอนตัวกลม พวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตประจำห้องปฏิบัติการที่นักวิทยาศาสตร์วิจัยเกี่ยวกับการที่เซลล์ 1 เซลล์สามารถพัฒนาไปเป็นตัวอ่่อนได้อย่างไร แต่สิ่งมีชีวิตพวกนี้ไม่ได้สร้างอวัยวะทดแทนที่ขาดหายไปเองได้ ซาลามานเดอร์เป็นตัวเลือกที่ดีชนิดหนึี่งที่จะนำมาศึกษาการงอกใหม่ของอวัยวะ เพราะมันสามารถสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้อย่างดีและมีโครงสร้างเหมือนเดิมทุกประการ แต่มันก็คงจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีนักสำหรับการวิจัย เพราะมันใช้เวลานับเดือนในการงอกใหม่ของแขนและขา Ashley Seifert ผู้วิจัยเกี่ยวกับการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะขึ้นใหม่ืของสัตว์ ที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มันจะทำให้การวิจัยต้องล่าช้ามากขึ้นอีก</p>
<p>และนอกจากนั้น ซาลามานเดอร์ยังมีจีโนมที่แปลกมาก เพราะว่าซาลามานเดอร์มี DNA มากกว่ามนุษย์เราถึง 10 เท่า และไม่มีใครสามารถจับเรียง DNA เพื่อศึกษา DNA ของซาลามานเดอร์ทั้งหมดได้ และจนกระทั่งเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ไม่พบวิธีการใดที่จะเพิ่มยีนแปลกปลอมเข้าไปในยีนของซาลามานเดอร์ได้เลย เพราะเราไ่ม่มีเทคนิคที่มีประสิทธิภาพ และวิทยาการด้านการฟื้นฟู โดยใช้ความรู้ด้านชีววิทยาระดับโมเลกุลมาจัดการกับปัญหาเหล่านี้</p>
<p>ถ้าเราไม่คิดถึงอุปสรรคเหล่านี้ เราก็พอจะทราบกลไกการสร้างอวัยวะขึ้นใหม่ของสัตว์อย่างซาลามานเดอร์ โดยขั้นแรกหลังจากอวัยวะขาดไป เซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดของผิวหนังรอบๆแผล จะเคลื่อนเข้าหากันเพื่อปิดปากแผล ในขั้นนี้ สำหรับมนุษย์จะเิกิดเนื้อเยื่อที่เป็นแผลเป็นขึ้น แต่สำหรับซาลามานเดอร์ เซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะแปลงไปเป็นเซลล์โครงสร้างที่เรียกว่า wound epidermis หรือเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล ซึ่งจะหลั่งสารเคมีที่สั่งให้เซลล์อื่นๆ  จากนั้นเซลล์ประสาทก็จะเริ่มเติบโตอีกครั้ง ขณะที่เซลล์ที่เจริญและกลายมาทำหน้าที่เฉพาะแล้ว เช่น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ จะกลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเนื้อเยื่อดังกล่าวข้างต้นที่เีรียกว่า blastema ซึ่งเซลล์นี้จะซ่อมแซมและสร้างอวัยวะ การสร้างอวัยวะนี้จึงเป็นขั้นตอนที่เซลล์ที่เจริญแล้วย้อนกลับไปสู้เซลล์เริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นๆ อีกหลากหลายชนิดต่อไป</p>
<p>Enrique Amaya นักชีววิทยา ที่มหาวิทยาลันแมนเชสเตอร์  สหราชอาณาจักร กล่าวว่า เซลล์เหล่านี้รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน และมันจะสร้างเฉพาะส่วนที่มันสูญเสีย เช่น ถ้าส่วนที่ขาดอยู่บริเวณไหล่ เซลล์ blastema ก็จะสร้างแขนขึ้นมา ถ้าส่วนที่ขาดอยู่ตรงข้อมือ เซ,ล์ blastema ก็จะสร้างมือและนิ้ว เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : BBCNews.com</p>
<p>&nbsp;</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-1009" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/good-genes-and-taking-care-of-themselves-help-slow-aging/" class="wp_rp_title">พันธุกรรมและวิธีดูแลตัวเองช่วยชลอความแก่ได้</a> (1)</li><li data-position="1" data-poid="in-955" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/protein/" class="wp_rp_title">นักวิจัยพบ โปรตีนซึ่งช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบภูมิกันมากขึ้น</a> (3)</li><li data-position="2" data-poid="in-974" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" class="wp_rp_title">โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต</a> (0)</li><li data-position="3" data-poid="in-1020" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/brake-gene-turned-off-in-pancreatic-cancer/" class="wp_rp_title">Brake gene หยุดการทำงานในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน</a> (1)</li><li data-position="4" data-poid="in-1044" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/who-recommended-treatment-of-aids-and-tuberculosis-increased-survival-rate-of-patients/" class="wp_rp_title">WHO ชี้ รักษาเอดส์พร้อมวัณโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย</a> (2)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/will-we-ever-regenerate-limbs/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>stem cell จากศพ ความหวังใหม่ของชีวิต</title>
		<link>http://www.sciencenaru.com/cadaver-stem-cells-offer-new-hope-of-life-after-death/</link>
		<comments>http://www.sciencenaru.com/cadaver-stem-cells-offer-new-hope-of-life-after-death/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 Dec 2012 15:30:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[stem cell]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ศพ]]></category>
		<category><![CDATA[สเต็มเซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[ไขกระดูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sciencenaru.com/?p=1059</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ที่ได้บริจาคร่างกายซึ่งได้บริจาคอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการได้ใช้เมื่อตนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่เพียงแค่นั้น ร่างของผู้เสียชีวิตที่ได้บริจาคอวัยวะนั้นยังสามารถเป็นแหล่งของ stem cell ไำด้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไม่เพียงแต่ร่างกายของเรานั้นสามารถให้อวัยวะแก่ผู้อื่นเพื่อทำการปลูกถ่ายแก่ผู้ที่ต้องการได้ภายหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว  ร่างกายที่ตายแล้วยังสามารถให้ stemcell หรือเซลล์ต้นกำเนิดจำนวนมาก โดยแหล่งของ stemcell นั้นพบที่ไขกระดูก แต่เซลล์ต้นกำเนิดจะยังสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือต้องนำจากร่างกายไม่เกิน 5 วันนับจากวันที่เสียชีวิตเท่าั้นั้น โดยสามารถนำไปใช้ช่วยรักษาชีวิตของผู้คนได้หลายรูปแบบเลยทีเดียว ไขกระดูกของมนุษย์นั้นประักอบด้วย mesenchymal stem cells (MSCs) ซึ่งสามารถเจริญในกระดูก เส้นเอ็น ไขมัน และเซลล์ประเภทอื่นๆ  ซึ่ง MSCs สามารถที่จะปลูกถ่ายได้ และ ประเภทของเซลล์ที่ stem cell ชนิดนี้จะเป็นจะขึ้นอยู่กับว่ามันถูกฉีดเข้าไปที่ใด เช่นเมื่อ MSCs ถูกฉีดเข้าไปที่หัวใจ MSCs มันก็จะกลายเป็นเนื้อเยื่อหัวใจที่มีสภาพดี ซึ่งนี้ก็คือตัวอย่างของการนำ MSCs มารักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ และที่ไม่เหมือนกับเนื้อเยื่ออื่นๆ ก็คือ MSCs ซึ่งนำมาจากคนคนเดียว มีแนวโน้มที่จะไม่ถูกต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของคนอื่นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว MSCs มันจะช่วยเหลือระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้การรักษาด้วย MSCs มีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรค [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="border: 10px solid black; margin: 10px;" alt="" src="http://www.newscientist.com/data/images/ns/cms/dn23034/dn23034-1_300.jpg" width="179" height="141" />ผู้ที่ได้บริจาคร่างกายซึ่งได้บริจาคอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการได้ใช้เมื่อตนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่เพียงแค่นั้น ร่างของผู้เสียชีวิตที่ได้บริจาคอวัยวะนั้นยังสามารถเป็นแหล่งของ stem cell ไำด้อีกด้วย<span id="more-1059"></span></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไม่เพียงแต่ร่างกายของเรานั้นสามารถให้อวัยวะแก่ผู้อื่นเพื่อทำการปลูกถ่ายแก่ผู้ที่ต้องการได้ภายหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว  ร่างกายที่ตายแล้วยังสามารถให้ stemcell หรือเซลล์ต้นกำเนิดจำนวนมาก โดยแหล่งของ stemcell นั้นพบที่ไขกระดูก แต่เซลล์ต้นกำเนิดจะยังสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือต้องนำจากร่างกายไม่เกิน 5 วันนับจากวันที่เสียชีวิตเท่าั้นั้น โดยสามารถนำไปใช้ช่วยรักษาชีวิตของผู้คนได้หลายรูปแบบเลยทีเดียว</p>
<p>ไขกระดูกของมนุษย์นั้นประักอบด้วย mesenchymal stem cells (MSCs) ซึ่งสามารถเจริญในกระดูก เส้นเอ็น ไขมัน และเซลล์ประเภทอื่นๆ  ซึ่ง MSCs สามารถที่จะปลูกถ่ายได้ และ ประเภทของเซลล์ที่ stem cell ชนิดนี้จะเป็นจะขึ้นอยู่กับว่ามันถูกฉีดเข้าไปที่ใด เช่นเมื่อ MSCs ถูกฉีดเข้าไปที่หัวใจ MSCs มันก็จะกลายเป็นเนื้อเยื่อหัวใจที่มีสภาพดี ซึ่งนี้ก็คือตัวอย่างของการนำ MSCs มารักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ</p>
<p>และที่ไม่เหมือนกับเนื้อเยื่ออื่นๆ ก็คือ MSCs ซึ่งนำมาจากคนคนเดียว มีแนวโน้มที่จะไม่ถูกต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของคนอื่นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว MSCs มันจะช่วยเหลือระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้การรักษาด้วย MSCs มีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรค graft-versus-host disease(GVHD) ซึ่งเป็นภาวะที่การปลูกถ่าย stemm cell เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคลิวคีเมียแต่ stem cell นั้นกลับมาทำลายเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เนื่องจาก MSCs เป็น stem cell ที่ไม่ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันของคนอื่นนั่นเอง</p>
<p>เนื่องจาก การปลูกถ่าย stem cell นั้นต้องการเซลล์จำนวนมาก แต่การนำ stem cell จากร่างกายของคนทั่วไปนั้นเป็นไปได้ยากที่จะได้จำนวนเพียงพอต่อการใช้ ดังนั้นเรานำมาจากร่างกายของผู้เสียชีวิตแล้วไม่ดีกว่าหรือ เพราะหลังจากที่ตายแล้ว เซลล์ส่วนใหญ่ในร่างกายจะตายภายใน 1-2 วัน แต่ Gianluca D&#8217;Ippolito และคณะจากมหาวิทยาลัยไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา คาดว่า stem cell น่าจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่าเซลล์อื่นๆ หลังจากที่อยู่ในร่างกายที่ตายแล้วซึ่งมีภาวะออกซิเจนต่ำมาก</p>
<p>เพื่อที่จะพิสูจน์ คณะของ  D&#8217;Ippolito ได้เก็บกระดูกนิ้วของศพ 2 ศพที่เสียชีวิตมาแล้ว 5 วัน จากนั้นคณะได้ทำการสกัดนำเอา MSCs ออกมาจากไขกระดูกแต่ละอัน และเพาะเลี้ยงให้เจริญเติบโตในจานเพาะเชื้อ หลังจากผ่านไป 5 สัปดาห์ D&#8217;Ippolito สามารถที่จะเปลี่ยน MSCs ให้อยู่ในรูปของเอ็น กระดูกอ่อน เซลล์ของกระดูกและำไขมันได้ และเขาได้นำเสนอผลงานชิ้นนี้ต่อที่ประชุมสเต็มเซลล์โลก ( World Stem Cell Summit) ที่ West Palm Beach รัฐฟลอริดา เมื่อเดือนที่แล้ว และในขั้นต่อไปคณะกำลังพยายามที่จะทำออกมาในรูปของเซลล์ประสาท และเซลล์ในลำไส้</p>
<p>D&#8217;Ippolito กล่าวว่า ขณะที่คนทั่วไปที่มีชีวิตสามารถให้ไขกระดูกได้จำนวนจำกัด แต่ร่างกายที่อุทิศจากผู้บริจาคนั้นสามารถเป็นแหล่งของ stem cell จำนวนมากมาย  จากผู้บริจาค 1 ท่าน สามารถนำเซลล์จากกระดูกไขสันหลังทั้งหมด กลายเป็นเซลล์อื่นได้พันล้านเซลล์ทีเดียว</p>
<p>Paolo Macchiarini ผู้ที่วิจัยการปฏิรูปด้านการแพทย์ที่สถาบันคาโรรินสกา (Karolinska Institute) ในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน  กล่าวว่างานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่ก้าวหน้าและดีเยี่ยม แต่มีสิ่งที่ต้องระวังคือ เซลล์ที่นำมานั้นอาจไม่สมบูรณ์เหมือนอย่างที่เห็น และ DNA ของมันอาจได้รับผลกระทบจากการตายของเนื้อเยื่อรอบๆ และจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป ดังนั้น เราต้องการทำให้แน่ใจว่ามันจะปลอดภัยจริงๆ เขากล่าว</p>
<p><strong>ที่มา : Newscientist.com</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>

<div class="wp_rp_wrap  wp_rp_modern" ><div class="wp_rp_content"><h3 class="related_post_title">ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post wp_rp" style="visibility: visible"><li data-position="0" data-poid="in-1039" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/touch-sensitivity-is-genetically-linked-to-hearing/" class="wp_rp_title">การรับความรู้สึกจากการสัมผัสเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ยิน</a> (0)</li><li data-position="1" data-poid="in-974" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/kidney-cancers-major-rise-linked-to-obesity/" class="wp_rp_title">โรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งไต</a> (0)</li><li data-position="2" data-poid="in-785" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/bacteria-identify-the-accused/" class="wp_rp_title">นักวิจัยสหรัฐฯ พบแบคทีเรียบนมือชี้ตัวผู้ต้องหาได้</a> (1)</li><li data-position="3" data-poid="in-1105" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/gene-therapy-cures-leukaemia-in-eight-days/" class="wp_rp_title">รักษาลิวคีเมียด้วยยีน หายได้ใน 8 วัน</a> (0)</li><li data-position="4" data-poid="in-986" data-post-type="none" ><a href="http://www.sciencenaru.com/womens-height-linked-to-ovarian-cancer/" class="wp_rp_title">ผู้หญิงสูงเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่</a> (0)</li></ul></div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sciencenaru.com/cadaver-stem-cells-offer-new-hope-of-life-after-death/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
