<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="0.92">
<channel>
	<title>Sciencenaru.com</title>
	<link>http://www.sciencenaru.com</link>
	<description>บล็อกข่าววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Nov 2011 16:33:00 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	

	<item>
		<title>เซลล์ประสาทที่ได้รับการปลูกถ่ายในสมองแก้ปัญหาโรคอ้วน</title>
		<description><![CDATA[การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทเพื่อรักษาสมองที่เสียหายในการทดลองกับหนู ช่วยเพิ่มความหวังว่า ในอนาคตเราจะสามารถใช้การปลูกถ่ายแบบเดียวกันนี้ ในการรักษาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง  โรคพาร์กินสัน และโรคอื่นๆ เกี่ยวกับสมอง Jeffrey Macklis จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคณะ ได้นำเซลล์ประสาทที่มีสภาพดีจากตัวอ่อนของหนู พวกเขาใช้มันในการซ่อมแซมสมองในส่วนที่ควบคุมการรับประทานอาหาร และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวโดยการควบคุมของฮอร์โมน leptinของหนู ซึ่งเดิมตัวอ่อนหนูที่เกิดมาพร้อมกับสมองที่เสียหายบางส่วนนั้น มีน้ำหนักตัวเกินอย่างมาก เซลล์ประสาทที่ได้รับการปลูกถ่ายไปนั้นก็จะรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรประสาท และทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทอื่นๆ และตอบสนองต่อฮอร์โมน leptin insulin และ กลูโคส ผลจากการปลูกถ่ายเซลล์ประสาท ช่วยให้หนูที่ได้รับการรักษามีน้ำหนักตัวลดลงถึง 30 % เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับการรักษา ในการวิจัยครั้งนี้มีสิ่งที่น่าคิดคือ การปลูกถ่ายเซลล์ประสาทจะสามารถรักษาวงจรประสาทของสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ของสมองได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป ที่มา : Newscientist.com &#160; &#160; &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/neuron-transplant-in-damaged-brain-fixes-obesity/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเป็นวัณโรค</title>
		<description><![CDATA[นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบหายใจแล้ว คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาพบ การสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้นอีกด้วย Dr. stanton Grance ผอ.ศูนย์การศึกษาวิจัยการควบคุมการสูบบุหรี่ หนึ่งในคณะฯ กล่าวว่า สาเหตุที่คนสูบบุหรี่ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายก็เพราะ คนที่สูบบุหรี่จะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากควันบุหรี่มีสารพิษที่จะบั่นทอนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายขึ้น Dr. stanton กล่าวย้ำว่า ถ้าต้องการจะควบคุมวัณโรคให้ได้ผล ก็ต้องควบคุมบริษัทผลิตบุหรี่ที่พยายามทำให้คนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศที่วัณโรคยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทางด้านสาธารณสุขอยู่ งานวิจัยชิ้นนี้เน้นย้ำ่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตราการควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มงวด เพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากควันพิษจากสารอันตรายในบุหรี่ตั้งแต่โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่างๆ และที่สำคัญจะไปช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้ด้วย ข้อมูลจาก : VOA News.com &#160; ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/smoking-increase-tuberculosis-risk/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผิวหนังช่วยต้านมะเร็ง</title>
		<description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความเป็นไปได้ของการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ โดยอาจใช้ผิวหนังของตัวผู้ป่วยเองช่วยรักษามะเร็งได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถที่จะจัดการมะเร็งได้ แต่การวิัจัยนี้สำเร็จเพียงในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่ได้ทำการทดสอบในมนุษย์จริงๆ อย่างไรก็ตามนักวิจัยเชื่อว่ามันต้องเป็นไปได้ การวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร journal Gene Therapy เน้นศึกษาที่ dendritic cells ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน dendritic cells ทำงานโดยอาศัยการทำงานของแอนติเจน แอนติเจนจะช่วยบอกระบบภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่จะต้องต่อต้านทำลาย ดังนั้น ถ้าเราทำให้แอนติเจนต่อต้านต่อเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งก็จะเป็นเป้าหมายที่ระบบภูมิคุ้มกันต้องทำลาย Dr Paul Fairchild แห่งสถาบันเซลล์ต้นกำเนิดแห่้ง Oxford กล่าวว่า การทดลองกับ dendritic ซึ่งเก็บมาจากเลือดนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น ดังนั้นทีมของ Dr Fairchild จึงได้ใช้เทคโนโลยีสเตมเซลล์ขั้นสูงในการสร้างเซลล์ dendritic ซึ่งเพาะมาจากผิวหนังของผู้ป่วยเอง ซึ่งเป็นตัวชี้เป้าที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันที่สุด การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ dendritic สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี นอกจากนั้นยังสามารถฆ่าเซลล์อื่นๆ ได้ด้วย Dr Fairchild กล่าวว่า ผู้ป่วยจะสามารถที่จะได้รับการรักษามะเร็งได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง เพื่อการรักษาที่ดีที่สุด  แต่ Dr Fairchild ก็ยอมรับว่า การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/skin-transformed-for-cancer-fight/</link>
			</item>
	<item>
		<title>นักวิจัยพบกลไกในเซลล์พืชต้านน้ำท่วม</title>
		<description><![CDATA[สำหรับประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นอาชีพที่นำรายได้หลักเข้าสู่ประเทศคืออาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม พืชผลต่าง ก็เสียหายและตายลงอันเนื่องมาจากน้ำท่วมขัง ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก แต่การวิจัยโดยนักวิิจัยชาวสหรัฐอเมริกาและอังกฤษล่าสุด ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงจากความเสียหายเหล่านี้ได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและมหาวิทยาลัยนอร์ทติงแฮม ค้นพบกลไกการป้องกันตัวของพืช โดยกลไกที่ว่านี้จะควบคุมโปรตีนชนิดหนึ่งของพืช โดยจะควบคุมโปรตีนตัวนี้ให้ไม่เสถียรเมื่อพืชได้รับออกซิเจนในระดับตามปกติคืออยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อน้ำท่วมราก ลำต้น หรือใบ ทำให้โปรตีนนี้กลับมาเสถียร กล่าวคือกลับมาทำงานเพื่อควบคุมให้พืชได้รับออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิตตามปกติในภาวะที่น้ำท่วมพืช ข้อมูลจาก : VOA News &#160; ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/plant-withstand-floods/</link>
			</item>
	<item>
		<title>โทรศัพท์มือถือไม่ส่งผลให้เป็นมะเร็งสมอง</title>
		<description><![CDATA[การวิจัยเพิ่มเติมล่าสุดแสดงให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือนั้นไม่ได้ส่งผลให้เกิดมะเร็งสมองแต่อย่างใด ความเสี่ยงที่โทรศัพท์มือถืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายนั้นได้ถูกวิพากย์วิจารณ์กันมากขึ้นตลอดช่วง 20 ปีี่ผ่านมานี้ตามอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือที่สูงขึ้น การวิจัยล่าสุดนำโดยสถาบันระบาดวิทยาโรคมะเร็งในเดนมาร์ก กำลังจับตาผู้คนกว่า 350,000 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงเวลา 18 ปี จากการวิจัยนักวิจัยสรุปว่า ไม่มีความเสี่ยงที่ร้ายแรงใดๆ มากไปกว่าบุคคลทั่วๆไป ที่จะเป็นมะเร็งสมอง แต่อย่างไรก็ตามโทรศัพท์มือถืออาจจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษยังคงเตือนว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีควรใช้โทรศัพท์มือถือแต่จำเป็นเท่านั้น และใช้เวลาถือสายให้สั้นที่สุด การวิจัยของนักวิจัยชาวเดนมาร์กพบว่า ไม่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่สมองและระบบประสาทส่วนกลางระหว่างผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือและผู้ที่มิได้ใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือไม่ว่าผู้ที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือจะเป็นผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมานาน 13 ปีหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงก็ไม่สูงเลย แต่นักวิจัยกล่าวว่า ยังคงต้องมีการติดตามเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้โทรศัพท์มือถือไม่ทำให้มะเร็งลุกลามขึ้นในระยะยาว และเพื่อให้ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อเด็ก Hazel Nunn สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยนี้ว่า ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสมองหรือมะเร็งในระบบประสาทส่วนกลางในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่าการวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางอย่าง คือการวิจัยนี้ไม่ได้รวมกลุ่มนักธุรกิจ ที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารในการทำธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่มา : BBC News Health ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/mobile-phone-brain-cancer-link-rejected/</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิตามินอาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนชรา</title>
		<description><![CDATA[เมื่อนึกถึงวิตามิน ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่มักจะนึกว่ามันเป็นสิ่งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ แต่นักวิจัยเชื่อว่า การให้วิตามินเสริมนั้นจำเป็นและเป็นประโยชน์จริงๆสำหรับผู้ที่ขาดสารอาหารซึ่งต้องได้รับสารอาหารเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ผลการวิจัยทางการแพทย์พบ หากได้รับวิตามินเสริมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ สตรีส่วนใหญ่เมื่อถึงวัยอายุ 50-60 ปี ก็มักจะตัดสินใจบริโภคอาหารเสริม ผลการวิจัยพบว่า วิตามินและแร่ธาตุเสริมได้แก่ วิตามินรวม กรดโฟลิก วิตามินบี 6 สังกะสี ทองแดง และเหล็ก ทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น นักวิจัยคิดว่า การที่ผู้บริโภคซื้ออาหารเสริมมารับประทานนั้น ผู้บริโภคไม่ทราบเลยว่าการที่ซื้อมารับประทานนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง นักวิัจัยได้ทำการวิจัยกับสตรีชาวสหรัฐอเมริกากว่า 38,000 คน ที่บริโภคอาหารเสริมมากว่า 2 ทศวรรษ ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า ธาตุอาหารเสริมควรจะใช้สำหรับผู้ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น กล่าวคือมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ป่วยต้องการธาตุอาหารจริง เพราะว่า ธาตุอาหารเสริมเหล่านั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ จากการวิจัย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นธาตุเหล็กนั้นมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเสียชีวิตมากที่สุดที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.4 % ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ กล่าวคือถ้าได้รับในปริมาณมากอัตราความเสี่ยงก็มากตามไปด้วย แต่ตรงกันข้าม กลับพบว่าแคลเซียมนั้นดูเหมือนว่าจะลดอัตราการเสียชีวิตได้  อย่างไรผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด เพราะต้องได้รับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีก ดังนั้นคณะนักวิจัยจึงไม่แนะนำให้บริโภคแคลเซียม นอกเสียจากว่าแพทย์เป็นผู้สั่งเพื่อการรักษาโรค Drs Christian Gluud และ Goran Bjelakovic ผู้สังเกตการณ์การวิจัยจาก Cochrane [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/vitamins-linked-with-higher-death-risk-in-older-women/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ใบไม้เทียม สร้างเชื้อเพลิงสะอาดจากแสงอาทิตย์</title>
		<description><![CDATA[Daniel Nocera นักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้ผลิตสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเขาเรียกว่า &#8220;ใบไม้เทียม&#8221;ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายใบไม้จริงที่มีชีวิต แต่ต่างกันตรงที่สิ่งประดิษฐ์ใบไม้เทียมนี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นเชื้อเพลิงเคมี ซึ่งสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในภายหลัง ใบไม้เทียม ซึ่งทำมาจากโซลาร์เซลล์ที่ทำมาจากซิลิคอน กับวัสดุเร่งปฏิกิริยาซึ่งติดไว้ทั้งสองด้านของสิ่งประดิษฐ์ สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือสายเชื่อมต่อใดๆ โยงให้วุ่นวาย เพียงนำ &#8220;ใบไม้เทียม&#8221; ไปวางไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำ จากนั้นก็นำไว้วางไว้ให้ถูกแสงแดด ใบไม้เทียมจะเริ่มต้นสร้างฟองแก๊สขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยด้านหนึ่งทำการสร้างฟองแก๊สออกซิเจน อีกด้านหนึ่งจะสร้างแก๊สไฮโดรเจน ซึ่งถ้าเรานำใบไม้เทียมนี้ไปวางให้สามารถแยกฟองแก๊สทั้งสองชนิดนี้ออกจากกัน ก็จะสามารถเก็บสะสมเป็นแหล่งพลังงานไว้ใช้ในภาพหลังได้ ตัวอย่างเช่นนำฟองแก๊สทั้งสองชนิดคือแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจนนำมาผสมกันเป็นน้ำในขณะที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขณะเกิดปฏิกิริยาก็สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ Nocera อธิบายว่า อุปกรณ์นี้ผลิตจากวัสดุซึ่งมีอยู่ทั่วไปบนโลก ซึ่งมีราคาไม่แพง ส่วนใหญ่เป็นซิลิคอน โคบอลต์และนิกเกิล และทำงานในน้ำเปล่าปกติธรรมดา ใบไม้เทียมนี้เป็นซิลิคอนกึ่งตัวนำแผ่นบางๆ ซึ่งวัสดุดังกล่าวนี้ก็คือวัสดุชนิดเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นใบไม้เทียมนี้จึงเหมือนโซลาร์เซลล์ทุกประการ ดังนั้นเมื่อให้แสงอาทิตย์กระทบใบไม้เทียมก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าไหลเวียนทั่วทั้งแผ่น แต่บนแผ่นด้านหนึ่งจะมีโคบอลต์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคลือบไว้ ซึ่งสามารถปล่อยแก๊สออกซิเจนได้ ซึ่งวัสดุซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตเชื้อเพลิงจากแสงอาทิตย์เหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดย Nocera และคณะผู้ร่วมวิจัยของเขาในปี 2008 ส่วนอีกด้านหนึ่งของแผ่นซิลิคอนนี้เคลือบไว้ด้วยโลหะผสม นิกเกิลโมลิบดีนัม และสังกะสี ซึ่งจะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของน้ำ Nocera กล่าวว่า ผมคิดว่าแนวคิดนี้น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เพราะมีข้อดีหลายประการเช่น ไม่ต้องมีสายไฟ มีน้ำหนักเบามาก และไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เสริมให้ยุ่งยาก เพียงแค่คอยดักจับและเก็บฟองแก๊สที่ลอยออกมา เพียงแค่ใส่มันลงในแก้วน้ำ ม้ันก็จะผลิตแก๊สออกมาทันที ขณะเดียวกัน Nocera  [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/%e2%80%98artificial-leaf%e2%80%99-makes-fuel-from-sunlight/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การทานอาหารที่มีประโยชน์อาจช่วยป้องกันมะเร็งได้</title>
		<description><![CDATA[ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังคิดค้นเสาะหาวิธีต่างๆ ที่จะหลีกเลี่ยงป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง แต่เรากลับลืมไปว่าแค่เพียงเราเปลี่ยนมาทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็ช่วยให้เราหลีกหนีจากมะเร็งได้ พฤติกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายอย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด การดื่มสุราเป็นประจำทำให้เป็นโรคตับแข็งและเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด นอกจากนั้นอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ถ้าเรารับประทานอาหารอย่างไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งการขาดการออกกำลังกาย เครียดเป็นประจำ และโรคอ้วนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกัน แต่นักวิจัยบางคนเสนอแนะว่าการเติมเครื่องเทศบางอย่างในอาหารก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ Bharat Aggarwal นักวิจัยของ M.D. Anderson Cancer Clinic ในฮูสตัน เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องเทศนำมาทำเป็นยา  Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศบางชนิดนั้นสามารถถนอมอาหารรวมทั้งเนื้อสัตว์ได้ด้วย เพราะเครื่องเทศเหล่านั้นมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส แต่ Bharat Aggarwal มุ่งศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนั้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารหลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบหลักของผงกะหรี่ที่นิยมใช้ปรุึงอาหารกันมากในประเทศอินเดีย  แต่ทำไม Aggarwal จึงสนใจศึกษาขมิ้นเป็นพิเศษ ขมิ้นนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างไร ขมิ้นมีสาร curcumin  ซึ่งช่วยลดขนาดของเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย หรือมะเร็ง Aggarwal  กล่าวว่า เครื่องเทศหลายชนิด ตัวอย่างเช่นขมิ้นนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วยส่งเสริมสุขภาพและเป็นสารประกอบธรรมชาติและใช้ได้ผลมานานหลายพันปีแล้ว และยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย Aggarwal  เห็นว่า การทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและสารเคมีต่างๆของเครื่องเทศจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีกว่าการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านพันธุกรรมซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง อย่างไรก็ตาม Aggarwal  [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/eating-natural-food-could-prevent-cancer/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การดื่มเหล้ามากๆ บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน</title>
		<description><![CDATA[นอกจากการดื่มเหล้าจะทำให้ระดับสติปัญญาของคุณลดลงแล้ว การดื่มเหล้ายังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ ได้ง่าย เพื่อแสดงว่าแอลกอฮอล์ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไร Gyongyi Szabo จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์และคณะวิจัย ได้แสดงเม็ดเลือดขาวชนิด Monocytes ซึึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดแรกๆ ที่ทำการต่อต้านเชื้อโรค เมื่อได้รับสารเคมีซึ่งจำลองเสมือนเป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เซลล์เม็ดเลือดขาวกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดถูกกดไว้โดยแอลกอฮอล์เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ 4-5 ครั้งเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำให้ระบบภูมิค้มกันไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ แอลกอฮอล์ทำลายการป้องกันของเม็ดเลือดขาว Monocytes เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว กระทำต่อสารเคมีที่เป็นเสมือนไวรัสเทียม พวกมันจะผลิตโมเลกุลของสัญญาณที่บอกถึงการโจมตีของไวรัสซึ่งเรียกว่า  type-1 interferon ซึ่ง Monocytes ปกติผลิตขึ้น interferon  เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่มีการติดเชื้อครั้งใดที่ไม่มี interferon  ตอบสนอง Monocytes ตอบสนองต่อสารเคมีที่ไวรัสสร้างขึ้น มันจะสร้างสาร type-1 interferon นอกจากจะสร้าง interferon แล้วยังสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเรียกว่า tumour necrosis factor-alpha ซึ่งสารทั้งสองชนิดสำคัญต่อการเริ่มต้นของการอักเสบเพื่อตอบสนองกับแบคทีเรีย ซึ่งการผลิตสารนี้อย่างต่อเนื่องอาจทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้ Szabo กล่าวว่า ผลนั้นตรงกับหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ที่ดื่มหนักมักจะมีการป้องกันของระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆน้อยลง ในการวิจัยอื่นๆ Mark Hutchinson  [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/too-much-booze-blunts-immune-system/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เพชรขนาดยักษ์แห่งดาราจักรทางช้างเผือก</title>
		<description><![CDATA[เชื่อหรือไม่ว่า ในดาราจักรทางช้างเผือกของเรานั้น มีเพชรขนาดใหญ่เท่าดาวเนปจูน ซึ่งดาวเคราะห์เพชรนี้อยู่ห่างจากโลกไปเพียง 4,000 ปีแสงเท่านั้น นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ที่มีมวลมากดวงหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในรูปของของแข็งที่มีลักษณะเป็นเพชรซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก ดาวเคราะห์เพชรดวงนี้โคจรรอบดาวพัลซาร์ พีเอสอาร์ เจ 1719-1438 (PSR J1719-1438) ซึ่งค้นพบโดยคณะนักวิจัยนานาชาติที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ไซโร (CSIRO) ของหอดูดาวพากส์ในออสเตรเลีย การสำรวจของคณะนี้ทำโดยถ่ายภาพตามจุดต่าง ๆ ของท้องฟ้าต่างกัน 90,000 จุด แต่ละจุดใช้เวลารับแสงนาน 9 นาที แต่ว่าดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่ของดา่วเคราะห์เพชรดวงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาวพัลซาร์เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลมากได้ยุบลงไปเป็นดาวนิวตรอน ดาวพัลซาร์ทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 กิโลเมตร ดาวพัลซาร์จะยิงคลื่นวิทยุออกมาเป็นลำและกวาดออกไปในอวกาศ หากลำนั้นชี้มายังโลก และมีกล้องโทรทรรศน์ส่องอยู่ที่ตำแหน่งนั้น กล้องก็จะมองเห็นคลื่นวิทยุแผ่ออกมาเป็นพัลส์ช่วงสั้น ๆ หากพัลซาร์นั้นมีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่ด้วย แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะรบกวนพัลส์นี้ซึ่งตรวจจับได้ และนี่คือสาเหตุที่นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์เพชรดวงนี้ซึ่งโคจรรอบพัลซาร์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์พบอีกว่าดาวพัลซาร์นี้เป็นดาวที่มีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ เป็นบริวารมากถึงร้อยละ 70 ของดาวพัลซาร์ทั้งหมด จากการวิเคราะห์การกล้ำของพัลส์วิทยุ ทำให้สามารถวัดคาบของการโจรรอบดาวพัลซาร์ซึ่งเป็นดาวแม่  ระยะห่างจากดาวแม่ และขนาดของดาวบริวารดวงนี้ได้ พบว่าดาวบริวารนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60,000 กิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มันก็มีความหนาแน่นมากกว่าดาวพฤหัสบดีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 142,984 กิโลเมตร เมื่อนักดาราศาสตร์ทำการวัดและวิเคราะห์รูปแบบการโคจร รวมทั้งมวลที่ไม่ธรรมดาของดาวเคราะห์ดวงนี้แล้ว นักดาราศาสตร์จึงคาดว่าที่มาที่ไปของดาวเคราะห์ดวงนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และแล้วนักดาราศาสตร์ก็พบว่า ดาวบริวารดวงนี้เคยเป็นหนึ่งในดาวพัลซาร์แฝดที่เคยโคจรรอบกันและกันมาก่อน (bizarre binary system) และต่อมาดาวพัลซาร์ดวงนี้ได้ลดขนาดลงกลายเป็นดาวที่มีแต่แกนซึ่งเป็นเพชร เมื่อดาวพัลซาร์ทั้งสองโคจรรอบกันและกัน และต่อมาดาวทั้งสองก็ได้โคจรเข้าใกล้กันเรื่อยๆ จนกระทั่งดาวพัลซาร์ดวงหนึ่งได้ดึงดูดผิวของดาวฤกษ์ที่ประกอบด้วยธาตุเบาอย่างไฮโดรเจนและฮีเลียมไป เิหลือแต่แกนซึ่งเป็นคาร์บอนแข็ง และด้วยความดันมหาศาลจึงทำให้คาร์บอนแข็งอยู่ในรูปของเพชรนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเพชรที่อยู่บนดาวดวงนี้มีความหนาแน่นมากกว่าเพชรที่อยู่บนโลกมาก ส่วนดาวพัลซาร์ J1719-1438 เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแย่งสสารก็เข้าสู่ภาวะสมดุล เป็นพัลซาร์มิลลิวินาทีที่หมุนรอบตัวเองเร็วถึง 10,000 รอบต่อนาที ที่มา : DiscoveryNews : [...]]]></description>
		<link>http://www.sciencenaru.com/diamond-planet/</link>
			</item>
</channel>
</rss>

